หมายเหตุ – นักการเมืองและนักวิชาการวิเคราะห์ทิศทางการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายหลังการยื่นหนังสือลาออกของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมคณะ
วิรัตน์ กัลยาศิริ
หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
หลังจาก พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมคณะที่ปรึกษาลาออกกันยกคณะ คิดว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลชุดนี้จะปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในที่นี้ ครม.ที่เกี่ยวกับด้านความมั่นคงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรอยู่แล้ว เพราะรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่โดยส่วนตัวคิดว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะในแง่ส่วนบุคคลหรือนโยบายในการแก้ไขปัญหา จำเป็นที่จะต้องรีบปรับอย่างยิ่ง
อย่างแรก นโยบายการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรทุกชนิดตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา ปาล์ม อ้อย ค่อนข้างที่จะแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด แก้ไขปัญหาช้า เพราะฉะนั้นต้องหาบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความเชี่ยวชาญ มาช่วย
แก้ไขปัญหานี้ ดีกว่าเอาทหารมาเป็นรัฐมนตรี ขณะที่นโยบายทวงคืนผืนป่า แม้จะฟังแล้วดูดี แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ทวงคืนผืนป่าจากนายทุนเลย หากแต่ไปทวงคืนผืนป่ากับคนยากคนจน หากทำแบบนี้ไปเรื่อยจะกลายเป็นการสร้างคะแนนลบให้กับรัฐบาลในที่สุด
อย่างไรก็ตาม หลักของการปรับ ครม. จำเป็นต้องเอาคนที่มีความรู้ความชำนาญ ความสามารถเฉพาะด้าน มาช่วยแก้ไขปัญหาประเทศให้ได้อย่างทันท่วงที พร้อมทั้งวางทิศทางแนวทางแก้ไขปัญหาในอนาคตอย่างเป็นระบบ และเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถ้าสามารถทำแบบนั้นได้ ก็จะได้ใจพี่น้องประชาชนไปเต็มๆ

สามารถ แก้วมีชัย
อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.)
เหตุจำเป็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลาออกจากตำแหน่ง ทำให้รัฐบาลคงจะต้องมีการปรับ ครม. ซึ่งไม่ปรับเล็กก็ต้องปรับใหญ่ ถามว่ามีประโยชน์อะไรไหม คิดว่าคงไม่มีประโยชน์อะไรหากจะมีการปรับชุดใหญ่ แต่หากปรับซ่อมหาคนมาแทนคนเก่าที่ออกไปก็คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะวันนี้ก็นับถอยหลังสู่การเลือกตั้งอยู่แล้ว น่าจะประคับประคองสถานการณ์กันไป
วันนี้ปัญหาของเราคือเรื่องของเศรษฐกิจ
คนที่รับผิดชอบดูแลด้านนี้ก็เปลี่ยนมาถึงสองครั้งแล้ว จาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล มาเป็นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หลังจากนี้ถามว่าจะมีใครกล้าเอาตัวเข้ามาเสี่ยงนั่งตำแหน่งตรงนี้อีก เพราะเป็นช่วงเวลาที่นับถอยหลังลงไปเรื่อยๆ จึงคิดว่าการปรับเล็กเพื่อหาคนมาแทนตำแหน่งที่ว่างลงก็น่าจะพอแล้ว อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็เป็นการส่งสัญญาณความขัดแย้งบางอย่างใน ครม.ให้ได้เห็น และมองว่าหากจะมีการโยกย้ายหรือปรับเปลี่ยนตำแหน่งที่สำคัญในกระทรวงใด ควรให้รัฐมนตรีกระทรวงนั้นได้รับทราบบ้าง
สุดท้ายแล้ว วันนี้สิ่งที่ควรคิดคือ ทำอย่างไรที่จะทำให้บ้านเมืองเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยเสียที เพราะเพียงแค่นายกรัฐมนตรีประกาศว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไร หุ้นต่างๆ ก็ขยับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น ตรงนี้ต่างหากที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ให้คลี่คลายได้อย่างแท้จริง ส่วนการปรับ ครม.เป็นเพียงการประคับประคองสถานการณ์ไปเท่านั้น

สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง
มองว่าทหารเขามาด้วยกันไปด้วยกัน แบบเลือดสุพรรณแต่เมื่อมีการลาออก เชื่อว่าคงไม่ได้มีการปรับคณะรัฐมนตรี คนที่ลาออกคือเขาอยากออก ถ้ามองวิธีการแบบรัฐบาลเลือกตั้งซึ่งบางทีมีคนลาออกสัก 1-2 คน แล้วถือเป็นโอกาสที่จะปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่นั้น ไม่ใช่ความคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วนตัวไม่เชื่อว่าจะมีการปรับครั้งใหญ่ เพราะไม่ใช่วิธีการของท่านนายกฯ
วิโรจน์ อาลี
คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
เรื่องนี้อาจจะไม่สามารถอธิบายไปถึงว่าเป็นความแตกร้าวในกลุ่มทหารได้ การเอาทหารเข้ามาทำงานจำนวนมาก ก็จะเริ่มเห็นส่วนที่ทำงานดีและส่วนที่ทำงานไม่ดี ส่วนเรื่องไขก๊อก น่าจะเป็นความน้อยใจว่ามีการแทรกแซงเข้ามา แต่คิดว่าเป็นปกติธรรมดาของรัฐบาลที่อยู่มา 3-4 ปี ก็ต้องมองว่าการทำงานมีประสิทธิภาพแค่ไหน นี่เป็นหนึ่งในอาการที่ชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันจากสังคม แม้จะอยู่ในสภาพสังคมที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้เต็มที่ แต่แรงกดดันก็เข้ามาและมีความพยายามปรับตัวให้สอดคล้อง ให้มีผลทางนโยบายที่ทำให้รัฐบาลทหารมีความชอบธรรมจะอยู่ในอำนาจต่อ
เพราะฉะนั้นแน่นอนว่าถ้าให้เลือก พล.อ.ประยุทธ์คงไม่อยากปลดใคร เพราะพูดตลอดว่าบุคคลเหล่านี้ขอกันมาช่วยงานทั้งนั้น แต่ในโลกความเป็นจริง แรงกดดัน ความสำเร็จทางนโยบาย ความชอบธรรม สิ่งเหล่านี้กดดันให้ต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนหนึ่งคือการปรับตัว
การโยกย้าย (นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน) คงเป็นเรื่องผลงาน คนที่โดนโยกย้ายก็บอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำภารกิจบางอย่างได้ ซึ่งเป็นเรื่องแรงงานต่างด้าวหรือเปล่า คิดว่าถ้าเป็นลักษณะนี้ต้องมีการปรับ ครม.แล้ว ประจวบเหมาะกับสภาพแวดล้อมทางการเมือง
ทุกคนเริ่มรู้ว่ากฎหมายลูกต่างๆ เริ่มทยอยออกมา มีแรงกดดันจากพรรคการเมืองในการให้ปลดล็อก ซึ่งพอถึงจุดหนึ่ง คสช.ก็ต้องเปิดอยู่ดี แล้วตอนนั้นนอกจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองในมิติต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งแล้ว ก็จะเริ่มเห็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ คสช.มากขึ้นด้วย ฉะนั้นคงต้องปรับให้มีความชอบธรรมในการปกครองอย่างน้อยที่สุด 1 ปี จนถึงหลังพฤศจิกายนปีหน้าเป็นต้นไป จึงมองว่าถึงจุดต้องปรับแล้ว
ตอนนี้กระทรวงที่รอดมองว่า กระทรวงพาณิชย์ถือว่าทำงานได้ดีเรื่องระบายข้าว และการตอบสนองในมิติอื่นๆ ของรัฐบาลค่อนข้างทำได้โดดเด่น กระทรวงการท่องเที่ยวฯก็ถือว่าทำได้ดี นอกจากนั้นก็มีกระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรมที่รับเป็นโต้โผใหญ่เรื่องพระเมรุมาศ แต่คิดว่ากระทรวงคมนาคมเป็นปัญหา รัฐบาลคิดจะพึ่งพาการลงทุนเป็นหัวหอกสำคัญในการดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามา แต่ยังทำได้ค่อนข้างช้า ยังไม่สามารถเข็นโปรเจ็กต์ต่างๆ ออกมาได้ จึงต้องดูกระทรวงนี้ด้วย
ส่วนกระทรวงการต่างประเทศ มองในฐานะที่รักษาผลประโยชน์ของ คสช. ถือว่าทำได้ดี แต่ทิศทางท่าทีต่างๆ ของเราในเวทีการเมืองระหว่างประเทศถือว่าทำได้ไม่ดีนัก ถ้าเป็นผมคิดว่าควรต้องมีการเปลี่ยนรัฐมนตรี เพราะยิ่งประเทศสหรัฐอเมริกาพยายามเปิดความสัมพันธ์มากขึ้น ควรต้องดำเนินนโยบายที่ค่อนข้างวางตัวเป็นกลาง และเข้าไปมีส่วนในระบบการเมืองโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
กระทรวงมหาดไทยก็อาจจะเริ่มเป็นปัญหาได้หลังจากที่นิ่งมานาน หลังมีปัญหาการจัดซื้อหลายเรื่อง อาจมีความเป็นไปได้ที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบางอย่าง กระทรวงเกษตรฯก็ดูมีปัญหา แล้วจะมีกระทรวงที่ไม่ค่อยได้ยินชื่อ กระทรวงอุตสาหกรรมก็เช่นเดียวกัน แทบไม่รู้เลยว่ามีบทบาทอะไรบ้าง

ชำนาญ จันทร์เรือง
นักวิชาการอิสระ
การลาออกของทีมรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน เขาคงไม่ค่อยแฮปปี้หลายเรื่อง เพราะโดยหลักแล้วรัฐมนตรีที่คุมกระทรวงไหน ต้องมีสิทธิเสนอปลัดกระทรวงเอง รัฐมนตรีก็จะพูดกันเสมอว่าจะไม่มีการข้ามห้วย ปรากฏว่าก่อนนี้เอาอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมาเป็นปลัดกระทรวงแรงงาน ก็ถือว่าเสียหน้าไปครั้งหนึ่งแล้ว และการใช้ ม.44 ย้ายอธิบดีกรมการจัดหางาน เข้าใจว่าคงไม่มีการหารือกัน แต่ประกาศออกมาเลย คนเป็นรัฐมนตรีถือเป็นเบอร์ 1 ของกระทรวง แสดงว่าไม่ได้รับความไว้วางใจหรือไม่มีการหารือก่อน ท่าทีจึงออกมาอย่างนั้น อาจจะมีปัญหาจริงก็ได้ แต่ควรให้โอกาสรัฐมนตรีอธิบายก่อน อีกอย่างรัฐมนตรีแรงงานก็เป็นทหารด้วยกัน ทหารถ้าไม่เหลืออดคงจะไม่ทำต่อผู้บังคับบัญชาอย่างนี้ คงจะเต็มทีเลยลาออก
ถามว่ามีรอยร้าวไหม คงมีมานานแล้ว แต่จะรอยเล็กหรือรอยใหญ่เท่านั้นเอง อยู่ที่ประสานกันได้ไหม หลักการทำงานต้องไว้เนื้อเชื่อใจกัน แสดงว่าเขามองว่าไม่ไว้ใจกันถึงพากันลาออกทั้งทีม
เรื่องนี้มองได้ 2 แง่ 1.อึดอัดขัดข้องจริง 2.อาจได้เวลาสละเรือสักที ปัญหาน้ำท่วมต่างๆ คนก็ไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไหร่
ถ้ามีการลาออกอีก 2-3 ตำแหน่ง คงมีการปรับ ครม. เขาพยายามพูดเสมอว่าจะไม่มีการปรับ แต่ถึงเวลาคงต้องมี โดยเฉพาะต้องปรับทัพเตรียมการเลือกตั้งที่จะมาถึง ช้าเร็วก็ต้องมาถึง
ส่วนที่เป็นจุดอ่อนมองว่า กระทรวงมหาดไทยที่โดนมาตลอด ล่าสุดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็ว และกรณีผู้ว่าฯชลบุรี ยังไม่ทันสอบความจริงก็ออกมาปกป้องแก้ต่างกันแล้ว น่าจะนิ่งกว่านี้ ปกติ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่ค่อยพูดมาก แต่ครั้งนี้พูดไวไปหน่อย
กระทรวงเกษตรฯก็มีปัญหาภายในมานานแล้ว ปัญหาเยอะมาก มีการพูดกันเสมอว่าเอาทหารมาทำเกษตรจะได้เรื่องอะไร ต้องถามข้าราชการที่ทำงานในกระทรวงเขาส่ายหัวกันหมด กระทรวงพาณิชย์ไปทาง กระทรวงเกษตรฯไปทาง รองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คุมเศรษฐกิจ แต่กระทรวงเกษตรฯไม่เอาด้วย คนหนึ่งพายเรือไปข้างหน้า อีกคนพายถอยหลัง พายคนละข้าง เรือก็หมุนวนไปมาวนอยู่ในอ่าง ไม่มีความคืบหน้าอะไร
ครม.ชุดใหญ่คงไม่ปรับ แต่ถ้าลาออกอีกสัก 2-3 คน ก็เป็นไปได้ คงพยายามยื้อกันไว้ อาจมีโยกอีก แต่คงไม่เปลี่ยนคน
คิดแบบมาด้วยกันไปด้วยกัน ถ้าไปรบจะคิดแบบนี้ก็ได้ แต่นี่เป็นการบริหารบ้านเมือง การปกครองประเทศไม่ใช่เรื่องที่มาด้วยกันจะต้องไปด้วยกัน มาด้วยกันอาจจะไปก่อนก็ได้



