นายกฯบ่น รำคาญคนยิ่งกว่ายุง ลั่นไม่ยอมให้ประเทศแตกอีก ถ้าแตกจะรวมใหม่อีก ขอทุกฝ่ายอย่าหวงอำนาจแต่ใช้อำนาจเพื่อประชาชน ระบุต่างชาติทวงถามโครงการที่เคยสัญญา บอกไทยเป็นสยามเมืองยิ้มยิ้มไปทะเลาะไป ชี้การพัฒนาล่าช้าเหตุคนไม่ร่วมมือ
วันนี้ (16 มีนาคม) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการและแสดงนิทรรศการอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางไทย ครั้งที่ 2 เรื่อง “ผลิตชิ้นส่วนระบบรางอย่างไรให้ได้มาตรฐาน” พร้อมกล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า ตอนเช้าแทนที่จะอารมณ์ดี แต่อ่านข่าวมีทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญ ประชามติ ประชาธิปไตย ปวดหัวไปหมด ตั้งใจทำแต่สิ่งดีๆ ขอให้ทุกคนช่วยกัน และตามให้ทันว่าอะไรเป็นอะไร วันนี้ตนมองดอกไม้ก็เจอยุง ซึ่งถือว่ารำคาญทั้งยุงทั้งคน แต่คนจะเยอะกว่ายุง และน่ารำคาญกว่ายุง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราจำเป็นต้องเดินหน้าประเทศโดยมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนปฏิรูป และกลไกที่ทำให้สิ่งเหล่านี้เดินไปข้างหน้าได้ โดยรัฐบาลวางอนาคตข้างหน้าให้สำหรับทุกคนไม่เคยคิดถึงผลประโยชน์ คิดเพียงแต่ว่าผลประโยชน์ต้องเป็นของคนทั้งประเทศ ซึ่งรัฐบาลต่อไปก็ต้องทำให้สอดคล้องกับสิ่งเหล่านี้และต้องเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่า การเปลี่ยนแปลงต้องดูว่าว่าจะทำอย่างไรในเมื่อกลไกการเมืองไม่เข้มแข็ง จึงต้องหาทางพัฒนา ประเทศไทยจะได้มีที่ยืนในเวทีโลกไม่ใช่ยืนอยู่คนเดียวเพราะคิดต่าง ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ตนเข้ามา ไม่ใช่ว่าตนเก่ง แต่ต้องศึกษาและทำให้เกิดรูปธรรมที่เราวางไว้ให้เกิดขึ้นภายในปี 2565 หากไม่เกิดความขัดแย้งการพัฒนาจะสามารถเริ่มต้นได้ในปีนี้ แต่เราจะรักษาเสถียรภาพได้ไปถึงเมื่อไหร่ เป็นสิ่งที่ต้องช่วยกัน จึงอยากให้นักการเมือง ข้าราชการและทุกคนเลิกมองแต่ตัวเอง แต่ให้มองอนาคตของประเทศ และพัฒนาร่วมกัน ให้ประเทศเข้มแข็ง อาเซียนเข้มแข็งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันให้ได้ ซึ่งรัฐบาลพยายามสร้างระบบคมนาคมให้เชื่อมโยงกัน โดยคำนึงถึงประชาชนที่อยู่รอบเส้นทางขนส่งจะต้องได้รับประโยชน์ การลงทุนจึงไม่ควรมองแค่ผลประโยชน์ของรัฐ แต่ต้องดูคนทั้งประเทศที่มีรายได้แตกต่างได้เข้าถึง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อยากให้ใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้พัฒนาตัวเองให้เร็วที่สุด และแม้รัฐบาลนี้จะไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็มีหลายคน หลายประเทศที่มั่นใจว่าเรานะเดินหน้าไปได้มาสนับสนุนตนให้พัฒนาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยได้ในที่สุด อย่างไรก็ตามประเทศไทยเป็นสยามเมืองยิ้ม ยิ้มตลอด แต่ยิ้มไปทะเลาะไป ตนพูดความจริง แล้วใครทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น สิ่งต่างๆ ที่ทำให้การพัฒนาล่าช้า เพราะคนไทยที่ต้องร่วมมือกัน ยืนยันจะเร่งรัดตรวจสอบการทุจริตทั้งหมด อย่าให้เกิดขึ้นอีก เพราะถูกจับตามองและตนเข้ามาจัดระเบียบประเทศให้ปลอดคอร์รัปชั่น เวลาไปต่างประเทศก็ถูกทวงถามถึงโครงการต่างๆ ที่สัญญากันไว้ เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำ ทวงตนทุกวัน เลยสงสัยว่าเสียเงินเสียทองให้ใครไปหรือไม่ จึงอยากให้บอกมาเลยจ่ายให้ใครจ่ายไปเมื่อไหร่ แล้วทำไมทำไม่ได้ก่อนที่ตนจะเข้ามา หากมีการทุจริตก็เป็นเรื่องของศาลที่จะพิจารณา แต่ตนเคารพหลักการความร่วมมือของต่างประเทศ แม้จะเข้ามายังไงตนก็รักษาสัญญา และขออย่ามาวิ่งเต้นในเรื่องต่างๆ กับตนเพราะรำคาญ หากทำได้ก็จะทำหากไม่ได้ก็ไม่ทำ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่า วันนี้ต้องมุ่งที่ความเข้าใจ ไม่ใช่มุ่งแต่อำนาจ ไม่ใช่หมายถึงตน แต่หมายถึงใครก็แล้วแต่ที่มีอำนาจ เพราะอำนาจไม่ใช่สิ่งที่หามาง่าย แต่ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้มีอำนาจที่จะบริหารบ้านเมือง ไม่ใช่มีอำนาจไว้ขู่เข็ญคนทั้งโลก และใครจะรักหรือชอบใครไม่ว่า ขออย่าเกลียดประเทศและแยกประชาชน ซึ่งเหมือนเพลงชาติไทยที่บอกว่ารวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยเป็นประชารัฐ ที่เราร้องกันทุกวันแต่ก็ทะเลาะกันทุกวัน เพราะมาจากหลายเชื้อชาติใครไม่เข้าใจก็ช่าง แต่ต้องรวมกันเป็นประชารัฐ วันนี้รวมกันได้ก็จะแตกกันอีก แต่ตนไม่ยอมอยู่แล้ว ถ้าแตกอีกตนก็จะรวมกันอีก ทุกคนต้องร่วมมือกันให้ได้อย่าหวงอำนาจเพราะอำนาจเป็นของประชาชน เรามารับใช้ประชาชน ตนไม่ใช่นักการเมืองจึงไม่ทำแบบนักการเมือง
อย่างไรก็ตาม ระหว่างบรรยาย นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้ผู้เข้าร่วมประชุมลุกขึ้นยืนชูมือ เพื่อยืดเส้นยืดสาย เพื่อไม่ให้ง่วงนอนหรือเกิดความเบื่อหน่ายก่อนจะบรรยายต่อ ว่าจากนี้ไทยและพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางผลิตยานยนต์ในภูมิภาค ต้องสร้างแรงจูงใจในการลงทุนในเรื่องสิทธิประโยชน์กับนักลงทุน ขณะเดียวกันยังชี้แจงคำสั่งมาตรการ 44 ไม่ได้สั่งยกเลิกรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA แต่อยากให้เกิดความรวดเร็ว หรือทำแบบคู่ขนานกันไป ยืนยันรัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้ง พร้อมจะดูแลประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบ หากโครงการไหนควรทำ ก็ต้องทำ ขออย่าบิดเบือน เว้นแต่พวกที่ไม่รักษากฎหมายที่กฎหมายปกติยังไม่เคารพและตอนท้ายนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่ารู้สึกสบายที่ได้พูดปัญหาทุกๆ อย่าง

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ปัจจุบันมีเป้าหมายเพิ่มการระบบทางรางจากร้อยละ 2 ให้ได้ร้อยละ 5 ภายในปี 65 เพื่อลดต้นทุนภายใน 8 ปี ตามมาตรฐานประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงต้องลงทุนระบบรางให้มากขึ้นให้ได้ 7,070 กิโลเมตร ครอบคลุมระบบขนส่งสินค้าและการเดินทางของประชาชนในกรุงเทพฯ ชานเมือง ระบบรถไฟทางคู่ในประเทศ และระบบรถไฟเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน

