เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน นายเรืองไกร อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่ผ่านมา ตนได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพงวดเดือนตุลาคม จำนวน 9,000 บาท โดยเงินดังกล่าวมาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 ซึ่งมีปัญหาที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า คณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติจัดทำกฎหมายงบประมาณปี 2561 ขึ้นมาโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 142 หรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 142 บังคับว่า การจัดทำกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น จะต้องเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ และต้องทำตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ แต่เมื่อตรวจสอบดูแล้ว พบว่า กฎหมายงบประมาณปี 2561 ที่ใช้บังคับมาตั้งแต่ 1 ต.ค.2560 นั้น จัดทำขึ้นในขณะที่ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง และยุทธศาสตร์ชาติ แต่อย่างใด หากกฎหมายงบประมาณปี 2561 คณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติจัดทำขึ้นโดยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 142 ดังนั้น กฎหมายนี้จึงไม่น่าจะนำมาใช้บังคับได้ และเป็นการจัดทำกฎหมายที่ต้องด้วยมาตรา 5 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจวินิจฉัยได้ตามความในมาตรา 210 (1) อีกทั้งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กฎหมายงบประมาณ 2561 จัดทำขึ้นโดยขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 142 หน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ก็สามารถนำงบประมาณปี 2560 มาใช้ไปพลางก่อนได้ ทั้งนี้ ตามความในรัฐธรรมนูญมาตรา 141
นายเรืองไกรกล่าวอีกว่า สำหรับตน มีฐานะเป็นผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา มีสิทธิได้รับเงินบำรุงเลี้ยงชีพตามกฎหมายเดือนละ 9,000 บาท แต่เงินที่ตนมีสิทธิได้รับนั้นจะต้องชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เมื่อตนเห็นว่า กฎหมายงบประมาณ 2561 จัดทำขึ้นโดยขัดต่อมาตรา 142 ย่อมมีผลทำให้สิทธิของตนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน” ได้รับผลกระทบตามไปด้วย และเมื่อพิจารณามาตรา 4 ประกอบด้วย ก็จะหมายความว่า เงินตามสิทธิที่รัฐจ่ายให้ตนนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สิทธิของตนตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 27 ประกอบมาตรา 4 จึงถูกละเมิดแล้ว จึงจำเป็นต้องไปร้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่า การที่คณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติว่า จัดทำกฎหมายงบประมาณ 2561 เพื่อใช้เป็นหลักในการจ่ายเงินแผ่นดิน 2.9 ล้านล้านบาท นั้น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 142 หรือไม่ และจะมีผลทำให้กฎหมายงบประมาณ 2561 ไม่มีผลใช้บังคับ ตามความในมาตรา 5 หรือไม่ โดยจะไปยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 6 พฤศจิกายนศกนี้ เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์ราชการอาคาร A พร้อมทั้งนำเงินจำนวน 9,000 บาท ไปวางไว้ต่อศาลด้วย หากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยออกมาอย่างไร ก็จะเป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันต่อไป ตนและทุกคนรวมทั้งหน่วยงานรัฐต่างๆ จะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

