‘ประยุทธ์’ตั้งเป้า อีก 5 ปี ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เชิญชวนท่องเที่ยวไทย – ยันพยายามไม่โมโหใคร
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน เวลา 09.00 น. ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแชงกรี-ล่า ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสมาพันธ์เครื่องประดับโลก ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ(องค์การมหาชน) พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ทิศทางของไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก” ตอนหนึ่งว่า การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยมีส่วนในการสร้างรายได้ให้กับแรงงานกว่า 7 แสนคน และสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจไทยกว่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไทยมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าเพื่อยกระดับศักยภาพ และมุ่งหวังให้ ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก ให้ได้ในอีก 5 ปีข้างหน้าโดยไทยตระหนักดีว่า แม้จะมีจุดแข็งและความได้เปรียบจากความหลากหลายของสินค้าที่สามารถผลิตได้ แต่ยังคงมีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเครื่องประดับ โดยต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ แล้วนำมาแปรรูปเพื่อส่งออกและจำหน่ายภายในประเทศ โดยแหล่งนำเข้าวัตถุดิบพลอยก้อนสำคัญของไทยส่วนใหญ่มาจากประเทศในแถบแอฟริกา และบางส่วนมาจากประเทศในภูมิภาคอื่น ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ รัฐบาลไทยได้กำหนด มาตรการสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม และการส่งเสริมด้านการตลาด ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการการดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันอย่างเต็มที่
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ภาครัฐให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับอย่างครบวงจรผ่านมาตรการในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ มาตรการทางภาษีและการเงิน มาตรการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า มาตรการยกระดับฝีมือแรงงาน มาตรการส่งเสริมด้านการตลาด มาตรการต่างๆนี้ ภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนมีความพร้อมครบทุกด้าน รวมถึงการจัดตั้งโครงการ EEC ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ต่างประเทศภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่จะส่งผลให้พื้นที่ภาคตะวันออกของไทยกลายเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมสำคัญต่างๆ คือ ศูนย์การผลิตปิโตรเคมีขนาดใหญ่เป็น 1 ใน 5 ของเอเชีย และศูนย์กลางการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และที่สำคัญพื้นที่โครงการ EEC ยังอยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบพลอยสีของไทยในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งค้าพลอยสีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเป็นศูนย์รวมค้าพลอยแบบครบวงจร ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับสากล
นายกฯ กล่าวว่า ในโอกาสนี้ขอเชิญผู้เข้าร่วมประชุมไปสัมผัสบรรยากาศในต่างจังหวัดของไทย ที่มีภูมิทัศน์ที่หลากหลาย ประกอบกับมีเส้นทางจังหวัดที่มีอัญมณีที่น่าสนใจ คือ เครื่องประดับเงินและพลอยสีที่จังหวัดแพร่และจังหวัดตาก เครื่องประดับทองและเงินที่จังหวัดสุโขทัย เครื่องประดับทองและนิลที่จังหวัดกาญจนบุรี เครื่องประดับเงินที่จังหวัดสุรินทร์ รวมถึงพลอยสีที่จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด และจังหวัดมหาสารคาม ตลอดจนเครื่องประดับจากไข่มุกที่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา และจังหวัดสตูล หวังว่าจะได้รับประสบการณ์ที่ประทับใจกลับไปกับการเดินทางมาประเทศไทยในครั้งนี้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐต้องเป็นผู้อำนวยความสะดวก โดยการอำนวยความสะดวกนั้นต้องเป็นไปตามกรอบที่จำเป็น ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย เนื่องจากติดระเบียบกฏกติกามากมาย รัฐบาลต้องปลดล็อคในเรื่องเหล่านี้ ในสิ่งที่สมควรเหมาะสม นั่นเรียกว่ารัฐบาล ถ้าจะทำให้ดีขึ้นโดยรัฐไม่ต้องทำอะไรเลย ให้ภาคธุรกิจทำฝ่ายเดียว คงไม่สำเร็จ ขอฝากประเทศไทยไว้ด้วย คนไทยเป็นคนน่ารัก อารมณ์ดี ใจเย็น ยิ้มแย้ม แจ่มใส มีความอดทน และตนเองก็พยายามยิ้มตลอดเวลา พยายามไม่โมโหใคร อย่างไรก็ตาม การพัฒนาจะต้องเจริญไปด้วยกัน เราไม่สามารถรวยคนเดียวได้ เพราะไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปซื้อของกับใคร โลกจะสันติสุขได้ถ้าทุกประเทศมาทำกิจกรรมร่วมกัน

