‘เรืองไกร’ ร้องให้ศาล รธน.สั่งหัวหน้า คสช. หยุด-เลิกขัดขวางสิทธิเสรีภาพ

10.11.17 | 12:15 น.

‘เรืองไกร’ ร้องให้ศาล รธน. สั่งหัวหน้า คสช. หยุด-เลิกขัดขวางสิทธิเสรีภาพ จี้ปลดล็อกพรรคการเมือง ชี้ขัดรัฐธรรมนูญ อ้างมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐาน


เมื่อ‪เวลา 10.00 น.‬ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นคำร้องใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติไม่ยกเลิกประกาศ คสช. ที่ 57/2557 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เข้าข่ายเป็นการกระทำขัดขวาง ไม่ให้พรรคการเมือง นักการเมือง ดำเนินการกิจกรรมทางการเมือง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ตามมาตรา 45 และเป็นการกระทำต้องห้ามตามมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่

นายเรืองไกรกล่าวว่า นับแต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2560 และมีการกำหนดระยะเวลาให้พรรคการเมืองในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ แต่หัวหน้า คสช. กลับมีท่าที ที่จะยังไม่ต้องการให้มีการปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมเหล่านั้นได้ และมีการให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า หากพรรคการเมืองดำเนินการไม่ทันตามที่กฎหมายกำหนดก็จะขยายเวลาให้ โดยได้พิจารณาแล้วว่าไม่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

“ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพทางการเมือง บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 45 โดยให้บุคคลมีสิทธิเสรีภาพทางการเมืองตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งกฎหมายนั้นก็คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญพรรคการเมือง ที่คุ้มครองให้พรรคต้องทำกิจกรรมตามห้วงเวลาตามที่กฎหมายกำหนด แต่หัวหน้า คสช. หรือท่านนายกฯ กลับมาบอกว่าตรงนี้ยังไม่ได้ดำเนินการ ทำให้ต้องมาร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการกระทำต้องห้ามตามมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญ เพราะผมเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ถือเป็นผู้ที่รับผลกระทบโดยตรง การที่ไม่ปลดล็อก ถือว่าขัดต่อเสรีภาพของบุคคล จึงขอให้ศาลวินิจฉัยแล้วสั่งให้หัวหน้า คสช. หรือนายกรัฐมนตรี หยุดและเลิกการกระทำนั้นเสีย แล้วให้พรรคการเมืองหรือคนที่ประสงค์จะตั้งพรรคการเมืองได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด” นายเรืองไกรกล่าว

Advertisement

นายเรืองไกรกล่าวอีกว่า การที่หัวหน้า คสช. อ้างว่าประกาศ คสช.ที่ 57/2557 และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ได้นั้น ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 3 กำหนดไว้อยู่แล้วว่า หากกฎหมายนั้นมีผลบังคับใช้ กฎหมายอื่นใดที่ขัดหรือแย้งก็ให้สิ้นสภาพไป ดังนั้น จะต้องถือว่าทั้ง 2 คำสั่งคือ คำสั่งที่ 57/2557 ที่ออกโดย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองปี 2550 และคำสั่งที่ 3 เป็นคำสั่งที่ห้ามเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งมาตรา 3 บัญญัติว่า กฎหมายใดที่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายนี้ให้สิ้นสภาพไป ดังนั้น คำสั่งที่ 57 ก็ไม่สามารถที่จะเอามาบังคับใช้ได้อีก ขณะเดียวกันคำสั่งที่ 3/2558 ก็ไม่น่าจะนำมาใช้ได้ เพราะคำสั่งที่เป็นเรื่องการชุมนุมไม่เกี่ยวกับการประชุมพรรคการเมือง อีกทั้งมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ ที่ 12/52 ที่เคยวินิจฉัยเรื่องสิทธิเสรีภาพไว้ว่า ในการประกอบกิจการที่ประกาศคณะปฏิวัติห้ามไว้ หากรัฐธรรมนูญใหม่ใช้บังคับก็ให้ประกาศนั้นสิ้นสภาพไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำวินิจฉัยที่นายเรืองไกรอ้างนั้นเป็นกรณีที่ผู้ประกอบกิจการร้านข้าวต้ม ไอ-เฮีย ถูกจับกุมฐานขายอาหารและเครื่องดื่มในเวลาห้าม ขัดประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 252 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2515 ซึ่งผู้ประกอบกิจการได้ร้องต่อศาลยุติธรรม ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าประกาศฉบับดังกล่าวขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 29 และ 43 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้หรือไม่