“นิกร” ชี้ ส.ว.ลากตั้ง 250 คน กำกับทำการเมืองไร้เสถียรภาพ รบ.ล้มง่ายจวก เลือก ส.ส. “พวงเล็ก” ทำพรรคการเมืองแตกแยก เลิกเสนอบัญชีนายกฯ คนนอกมาแน่
เมื่อวันที่ 16 มีนาคม นายนิกร จำนง สมาชิกสปท. กล่าวถึง 3 ข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจาก คสช.ว่า ในนามนักวิชาการ เห็นว่า เป็นเรื่องหนักสำหรับ กรธ.เพราะข้อเสนอดังกล่าวมาจากแม่น้ำ 4 สาย โดยเฉพาะ คสช. ที่เป็นต้นกำเนิด กรธ.ประเด็นสำคัญคือ การวางกลไกแบบ คปป. ใส่ไว้ในรัฐสภา ให้ ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมด คอยกำกับ ควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การกำหนดให้มี 250 คน คิดเป็นครึ่งหนึ่งของ ส.ส. ที่มี 500 คน ก็มีนัยทางการเมือง แม้จะไม่ให้มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี แต่การให้มีอำนาจเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ทำให้มีอำนาจสูงมาก ส.ว. 250 ต้องการเสียงจากส.ส.ฝ่ายค้านอีกเพียง 126 เสียง ก็สามารถถอดถอน ครม.ได้ทั้งคณะ รัฐบาลทุกชุดสามารถถูกคว่ำได้อย่างง่ายได้ ผลกระทบคือ รัฐบาลชุดต่อไปจะไร้เสถียรภาพ ส่วนข้อเสนอให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ พรรคการเมืองก็จะเห็นด้วย เพราะบัตรใบเดียวยุ่งยากและมีปัญหา แต่การให้ขยายเขตเลือกตั้งเป็น 3 คน แต่ให้ประชาชนเลือกได้ 1 คน ที่เราเคยใช้และเรียกกันว่า พวงเล็กจะทำให้พรรคใหญ่เกิดปัญหา ไม่รู้จะจัดคนลงสมัครอย่างไร การหาเสียงจะทำได้ยาก ไม่รู้จะช่วยใครหาเสียง จนอาจไปสู่การทะเลาะกันเองในพรรค จนถึงขั้นทำให้พรรคแตกได้ ผลคะแนนที่ออกมามันจะดูดไปที่ผู้ชนะอันดับหนึ่งคนเดียว ส่วนคะแนนที่เหลือจะเอื้อให้ถูกแทรก และแซม ไปยังพรรคเล็ก
นายนิกร กล่าวว่า ขณะที่การแบบบัญชีรายชื่อที่ให้ใช้บัตรอีกใบ ก็เขียนมากว้างๆ ไม่ระบุชัดว่า จะนับคะแนนอย่างไร หากนับแบบแยกกัน โดยคิดเฉพาะบัญชีรายชื่อ จะไม่มีปัญหา แต่หากนำวิธีคิดแบบสัดส่วนผสมของเยอรมัน ใช้จำนวนส.ส.ทั้งหมดมากำกับ ก่อนแล้วค่อยคิดแบบบัญชีรายชื่อ จะทำให้เคลียร์ไม่ลง มีปัญหาการคิดคะแนนยิบย่อยมาก นอกจากนี้ การของดเว้นการเสนอ 3 รายชื่อ นายกรัฐมนตรี ก่อนการเลือกตั้ง ก็จะเปิดช่องให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกฯอย่างแน่นอน เพราะหากกำหนดไว้แบบเดิม พรรคการเมืองก็จะเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีแค่คนเดียว และจะเป็นคนที่เป็น ส.ส.ไม่ใช่คนนอก ข้อเสนอแบบนี้ จะเกิดการล็อบบี้นายกรัฐมนตรีกันในสภา นำไปสู่การเกิดความขัดแย้งทางการเมืองได้อีก ทั้งหมดนี้ จะทำให้ฝ่ายประชาธิปไตย ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมาก ด้าน กรธ.เอง ก็เชื่อว่า จะตอบสนองปรับแก้ตามข้อเสนอเกือบทั้งหมด ส่วนไหนที่ไม่ตอบสนองก็คงจะมีคำอธิบายตามมา แต่นับจากวันที่ 29 มีนาคมนี้ ที่ร่างรัฐธรรมนูญสุดท้าย จะเสร็จสิ้น ก็เป็นเรื่องของประชาชน ว่าจะเห็นเป็นอย่างไร ตลอดระยะเวลาอีก 6 เดือน ก่อนการทำประชามติ กระแสเสียงจะไหลไปในทิศทางไหน ไม่มีใครรู้ได้

