
•…เป็นปกติของห้วงเวลาที่เดินเข้าสู่ช่วงปลายปีที่ พ.ศ.ใหม่กำลังเคลื่อนมาแทนในอีกไม่นานนัก บรรยากาศย่อมเข้าสู่การทบทวน ว่าปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว เป้าหมายที่วางไว้บรรลุ หรือยังอีกไกลที่จะไปถึง สำหรับในเรื่อง “พัฒนาการของประเทศ” คนที่จะต้องแสดงบทบาทในการทบทวน “ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาล” หรือ “ผู้มีหน้าที่โดยตรงเท่านั้น” แต่ประชาชนทั่วไป ซึ่ง “รักในแผ่นดิน” ของตัวเอง ย่อมถือเป็นหน้าที่ต้องสรุปความเป็นมาและประเมินที่จะเป็นไปด้วย และเพราะคนหมู่มาก ความคิดความเห็นและความปรารถนาย่อมหลากหลาย แล้วแต่ใครจะให้น้ำหนักใน “ความสำเร็จเรื่องใด”
•…ในทางการเมือง “ขณะคนกลุ่มหนึ่ง” ภาคภูมิใจในเป้าหมายที่เรียกว่า “ความสงบเรียบร้อยภายในชาติ” เพราะสามารถใช้อำนาจสยบ “การใช้ความรุนแรงของประชาชนในทางการเมือง” ด้วยความเข้มข้นของ “การใช้อำนาจในทุกมิติ” ไม่ว่าจะเป็นด้วย “กำลังอาวุธ” หรือโดย “กฎหมายพิเศษที่เป็นได้ดั่งใจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด” ทว่าคนอีกกลุ่มหนึ่งที่หวัง “ความสงบอันเกิดจากความปรองดอง” เขาเหล่านั้นกลับยัง “มองไม่เห็น” ความเรียบร้อยของความสงบในรูปแบบที่เชื่อว่ายั่งยืนเกิดขึ้น ยังเห็นแค่ “ความสงบที่เกิดจากการกดข่ม” เท่านั้น
•…เช่นเดียวกัน เป้าหมายที่อยู่ในกรอบของนิยาม “ไม่เสียของ” ขณะที่ “คนกลุ่มหนึ่ง” มองว่า “ความสำเร็จคือการสร้างกลไกเพื่อไม่ให้นักการเมืองแบบเก่าๆ เข้ามาบริหารมีอำนาจในประเทศ” จึงจัดวางโครงสร้างอำนาจทั้งด้วย “กติกาใหม่” ในทุกระดับ และ “เครือข่ายผู้ควบคุม” ให้สามารถเอื้อเต็มที่กับเป้าหมายนั้น พร้อมๆ กับเป็นอุปสรรคไม่ให้เกิดสิ่งที่ไม่ต้องการ ทว่าคนอีกฟากหนึ่งที่เห็นว่า “เป้าหมายควรจะอยู่ที่ความเท่าเทียมกันในสิทธิประชาชน” ซึ่งสากลโลกถือว่าเป็น “ปัจจัยของการพัฒนาประเทศชาติที่สำคัญที่สุด” ด้วยเป็นธรรมดาที่ “มนุษย์ย่อมพัฒนาความรับผิดชอบขึ้นมาจากความรู้สึกว่าคนร่วมสังคมให้เกียรติในศักดิ์ศรีของตัวเอง”
•…อีกไม่นานการเมืองจะเข้าสู่ “การเลือกตั้ง” ที่แม้จะถูก “โครงสร้างที่มาของอำนาจ” ควบคุมไว้อย่างเข้มข้น ตาม “กติกาใหม่” แต่ที่ปฏิเสธความจริงไม่ได้ คือ “ประชาชนจะได้กลับมาตัดสินอีกครั้ง” แม้ไม่ใช่ “ตัดสินว่าให้ใครเป็นผู้นำประเทศ” เหมือนที่เคยเป็นมา เพราะ “กติกาใหม่ไม่ให้สิทธิที่จะตัดสินได้ถึงระดับนั้น” แต่อย่างน้อยการเลือกตั้งจะยังเป็นโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความรู้สึกว่า “อิ่มอกเอมใจกับการอยู่ใต้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดขนาดไหน”
•…ส่วนในด้านเศรษฐกิจที่คล้ายกับจะเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย ให้ประชาชนรับผิดชอบ ในการสร้างธุรกิจ สร้างงานของตัวเอง โดยมีหน้าที่เสียภาษีให้ “รัฐบาล” นำไปเป็นงบประมาณสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ความพยายามนั้นเรียกเป้าหมายนี้ว่า “ความยั่งยืน” แต่ “คนอีกกลุ่ม” เชื่อมั่นว่า “ประเทศจะเจริญก้าวหน้าไปในทางที่ทำให้ประชาชนมีความมั่นคงอย่างแท้จริง” คือรัฐบาลจะต้องมีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการเพื่อสร้าง “รัฐสวัสดิการ” ขึ้นมา ไม่ใช่ “รัฐบาลที่เชื่อว่าความมั่นคงที่ยั่งยืน” คือการหาทาง “เก็บภาษีเพิ่ม” และ “ลดสวัสดิการประชาชน” และความเชื่อที่แตกต่างนี้ ทำให้ “เป้าหมาย” และ “การบรรลุถึง” แตกต่างตามไปด้วย จึงไม่ตรงกันใน “ความสำเร็จ” หรือ “ล้มเหลว”
•…และ “การปรับคณะรัฐมนตรี” ท่ามกลางเสียงเชียร์ให้ “ปรับปรุงทีม ครม.เศรษฐกิจ” ดังกระหึ่ม ท่ามกลางการแสดงออกของ “คนในรัฐบาล” ที่ยินดีปรีดากับ “ความสำเร็จในการบริหารเศรษฐกิจ” ย่อมสะท้อนถึง “ความแตกต่างในเป้าหมาย” ที่จะก่อความไม่เป็นเอกภาพ เพื่อต้องพูดถึง “ผลงานที่เป็นมาและความปรารถนาที่จะเป็นไป” ในปีหน้า
•…เช่นเดียวกัน “ความสำเร็จในผลงานด้านสังคม” ที่คนกลุ่มหนึ่ง “ชื่นอกชื่นใจ” กับการได้สัมผัส “ความมีน้ำใจแบ่งปันของคนไทย” ผ่าน “โปรเจ็กต์” ของ “ตูน บอดี้สแลม” แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับอยากเห็น “การหลอมรวมน้ำใจไทยให้เป็นหนึ่งเดียวในทางเกื้อกูลกันและกัน” ผ่าน “โปรเจ็กต์ที่เป็นผลงานของรัฐบาล” มากกว่า เพราะ “รัฐบาลเป็นผู้มีหน้าที่โดยตรง” ถ้าสามารถทำกิจกรรมหลอมรวมให้สำเร็จขึ้นมาได้ จะสัมผัสถึง “ความยั่งยืน” ได้มากกว่า
ชโลทร


ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) การส่งเสริมสนับสนุน และพัฒนาบุคลากรของอาชีวศึกษา สาขาพ่นซ่อมสีรถยนต์ ภายใต้โครงการ “นิปปอนเพนต์มุ่งสร้างเยาวชนช่างสีรถยนต์ ขับเคลื่อนกำลังพลสู่มืออาชีพ” ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ




