09.00 INDEX กระบวนการ สืบทอด ‘อำนาจ’ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือ เมียนมา

17.03.16 | 08:48 น.

หากกระบวนการรัฐประหารโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อเดือนกันยายน 2500 คือ ความสำเร็จ

ความสำเร็จอันกลายมาเป็น “พิมพ์เขียว”

กระบวนการรัฐประหารโดย นายพลเนวิน แห่งสาธารณรัฐพม่าเมื่อปี 2505 ก็เป็นอีก “โมเดล”

อันกลายเป็น “พิมพ์เขียว” เป็น “ความฝัน”

เพราะว่าในยุคของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สามารถอยู่ในอำนาจได้อย่างยาวนาน

Advertisement

จากเดือนกันยายน 2500 กระทั่งเดือนธันวาคม 2506

โดยมีแต่”ธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร”เพียงไม่กี่มาตรา โดยไม่จำเป็นต้องเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องมีพรรคการเมือง

มีแต่”สภาร่างรัฐธรรมนูญ”

แม้เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรม จอมพลถนอม กิตติขจร ก็สามารถเป็น “นายกรัฐมนตรี”ไปจนถึงเดือนตุลาคม 2516

นี่คือ “ความต่อเนื่อง”แห่ง”อำนาจ

กล่าวสำหรับ รัฐบาลทหารของพม่านั้นเล่า จากยุคของ นายพลเนวิน ก็สามารถดำรงอยู่แห่งอำนาจได้กระทั่งมถึงปัจจุบัน

จากพ.ศ.2505 ถึง พ.ศ.2559

รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จึงมี “ปฏิมา” แห่งความสำเร็จและความล้มเหลวของการยึดอำนาจในอดีตมาเป็นเครื่องมือ

ศึกษา เรียนรู้

เพราะมีบทสรุปว่า รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ถือได้ว่าเป็นรัฐประหาร “เสียของ”

จึงไม่อยากให้ต้อง”เสียของ”อีก

รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 เมื่อสำเร็จแล้วก็มอบตำแหน่งทางการเมืองให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

ผลก็คือ

1 เลือกตั้งเดือนธันวาคม 2550 พรรคพลังประชาชนก็ได้ชัยชนะ 1 เลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554 พรรคเพื่อไทยก็ได้ชัยชนะ

ตรงนี้แหละคือ “รูปธรรม” แห่งการ”เสียของ”

รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จึงอุดรูรั่ว ช่องโหว่ตรงนี้โดยคณะรัฐประหารเข้าเป็นรัฐบาลเอง

หัวหน้าคสช.ดำรงตำแหน่งเป็น “นายกรัฐมนตรี”

จากนั้น จึงสถาปนาแม่น้ำ 5 สาย เริ่มจาก 1 คสช. 2 ครม. 3 สนช. 4 สปช.แล้วมาเป็นสปท. 5 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

เป็นองค์คณะในการกำหนด “ทิศทาง” แห่ง”อำนาจ”

ศึกษาบทเรียนจาก 1 รัฐประหารเมื่อเดือนตุลาคม 2501 ขณะเดียวกัน 1 ศึกษาบทเรียนจากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549

และ 1 ศึกษาบทเรียนจาก “ทหาร” แห่ง”เมียนมา”

การร่างรัฐธรรมนูญจึงเป็น “เครื่องมือ” 1 เนื้อหาของรัฐธรรมนูญจึงเป็นอีกเครื่องมือ 1

เมียนมาอาจกำหนดจำนวนทหารในรัฐสภาไว้เพียงร้อยละ 25

แต่ข้อเสนอของคสช.กำหนดไว้เลยว่า ส.ว.อันมาจากการแต่งตั้งของคสช.มีจำนวน 250 จากจำนวน ส.ส.มีอยู่ 500

เท่ากับมีอยู่ร้อยละ 50

เพียงเท่านี้ ส.ส.อันมาจากการเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมืองก็ยากที่จะต่อกรได้กับ ส.ว.อันมาจากการแต่งตั้ง

อาศัยเสียงจาก ส.ส.เพียง 150 ก็บอกได้เลยว่าใครกุมอำนาจอย่างแท้จริง

รัฐธรรมนูญอย่างนี้มิได้เพื่อการสืบทอดอำนาจ หากแต่เพื่อการประคับประคองบ้านเมือง ประคับประคองระบอบประชาธิปไตยในระยะ”เปลี่ยนผ่าน”

ที่สำคัญจะ”เปลี่ยนผ่าน”กันยาวนาน แค่ไหน