ภาคธุรกิจเอกชนฉายภาพเศรษฐกิจไทยสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น
จากแต่เดิมไม่กล้าแตกแถว เออออเดินตามรัฐอย่างเดียว
นักวิชาการสถาบันการศึกษาหลักที่ควรจะเป็นหลัก ก็เหมือนกัน ประสานเสียงลูกคู่ ฟังแต่ข้อมูลโฆษณาชวนเชื่อของรัฐที่เลือกพูด นำเสนอแต่ด้านดี
แทนที่จะสะท้อนปัญหาให้รัฐรับรู้ นำไปสู่การปรับเปลี่ยนผลักดันนโยบายแก้ไข
แต่ท่าทีที่เปลี่ยนไป ก็มิได้มีนัยสำคัญ ถึงขั้นเป็นจิตวิญญาณรับใช้สังคม ลุกขึ้นต่อสู้ เรียกร้องรัฐบาล ดูแลปากท้องชาวบ้าน
แต่เป็นเพราะรัฐมนตรีผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแล การบริหารจัดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ�� เ��ริ่มยอมรับความจริงมากกว่า
เสียงเปลี่ยนไป อ่อนลงจากที่เคยยืนยันขันแข็งว่าเศรษฐกิจฟื้น ดัชนีชี้วัดทุกตัวการันตี
มายอมรับว่าแม้ตัวเลขดีขึ้น แต่ยังมีการบ้านข้อใหญ่ยากที่ต้องทำต่อไป
เป็นโจทย์ที่เป็นที่มาของข้อถกเถียง เศรษฐกิจดีจริงหรือไม่
ทั้งนี้เนื่องจากเดิมรัฐบาลยืนกระต่ายขาเดียว ตราหน้า ใครก็ตามที่ออกมาพูดว่า เศรษฐกิจไม่ดี บ้านเมืองอยู่ในยุคข้าวยากหมากแพง ถือเป็นพวกบิดเบือนข้อมูล มุ่งโจมตี ดิสเครดิต ใส่ร้ายรัฐบาลทั้งสิ้น
เพราะยึดมั่นถือมั่นแต่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จากต่ำเตี้ยติดดิน ขยับเป็น 3 กว่าๆ หรืออาจถึง 4% เป็นสำคัญ
ตรงข้ามเสียงของฝ่ายการเมือง อาจารย์บางกลุ่มคณะ และผู้ได้รับผลกระทบ ธุรกิจเอสเอ็มอี
ที่มองว่า การสรุปว่าเศรษฐกิจดีนั้นถือว่าเกินเลย
ไม่สะท้อนความจริง ที่ประชาชนไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย ตัวเลขกำลังซื้อ กำลังบริโภคฟ้องอยู่
วันนี้รัฐมนตรีเศรษฐกิจ เริ่มยอมรับมากขึ้น
แทนที่คำพูด แผ่นเสียงตกร่อง ท่องเศรษฐกิจประเทศดี เริ่มพูดคีย์เดียวกับฝ่ายอื่น เปลี่ยนมุมมองคำว่าเศรษฐกิจดีใหม่
เหมือนกับที่คนทั่วไปเข้าใจ
คือหากเศรษฐกิจดี ก็จะต้องดีอย่างเป็นการทั่วไป ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับอานิสงส์อย่างถ้วนทั่ว มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ไม่แร้นแค้นอย่างทุกวันนี้
แต่ปัจจุบัน ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกว่าดี
เพราะมีแต่ความว่างเปล่า เม็ดเงินไม่กระจายถึงมือ ไม่ได้รับผลดีจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด
ฉะนั้น ไม่ว่าจีดีพีจะเติบโตขึ้นร้อยละ 3.8 หรือมากกว่านั้น 4-5%
หากคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้ประโยชน์ มีเพียงเจ้าสัวใหญ่ ตระกูลธุรกิจ มหาเศรษฐีเพียงหยิบมือมั่งคั่ง ร่ำรวยขึ้นอีก
ก็ย่อมไร้ความหมาย
ฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งวิธีพิเศษ การเมืองชนิดใดก็ตาม
เจตนารมณ์ ความมุ่งหมาย ในการบริหารราชการแผ่นดิน พัฒนาประเทศ ต่างล้วนเป็นไปเพื่อยังประโยชน์ของคนส่วนใหญ่
รัฐบาลใดหลุดออกจากกรอบนี้
ต่อให้ตัวเลขเศรษฐกิจดีอีกเท่าตัว ก็ได้ชื่อว่าล้มเหลว ไม่สามารถดูแลคนยาก คนจน คนส่วนใหญ่ของประเทศได้
รัฐบาลบิ๊กตู่หลงใหลได้ปลื้มกับตัวเลขเศรษฐกิจมาพักใหญ่
ก็เข้าใจได้ถึงเหตุผลความจำเป็นในทางการเมือง และในทางเศรษฐกิจ ในมิติของความเชื่อมั่นว่า จะพูดอย่างอื่น บอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีไม่ได้เลย
แต่เมื่อขณะนี้ยอมรับความจริง
ความจริงที่ว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างดีหมด ชาวไร่ ชาวนา ประชาชนอีก 30 ล้านคนยังลำบากยากแค้น
เมื่อข้างบนมั่นคงขึ้น ปีหน้ารัฐบาลจะทุ่มเท มุ่งเน้นฐานราก แก้ปัญหาประชาชนส่วนใหญ่มากขึ้น ก็นับเป็นนิมิตหมายอันดี
ถึงเคยมองรัฐบาลอื่น และถูกคนอื่นมองเช่นกันว่า เป็นเกมชิงมวลชน เก็บแต้มในปีเลือกตั้งก็ตาม
แต่ก็จำเป็นต้องทำ
จำเป็นต้องทบทวน ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาบริหารประเทศเศรษฐกิจสำเร็จหรือล้มเหลว

