สปท. จ่อดัน กม. 3 ชั่วโคตร ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่าง “ผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง-รัฐ” เข้มงวดใครทำผิดติดคุก
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 มีนาคม ที่รัฐสภา นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สปท. แถลงว่า ที่ประชุมกมธ.เห็นชอบกับการเสนอร่างพ.ร.บ.เกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งมีสาระสำคัญ คือการห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้อำนาจหน้าทีเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเครือญาติ หรือที่เรียกกันว่ากฎหมาย 7 ชั่วโคตร จากเดิมที่มีการเสนอกฎหมายฉบับนี้ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อมีปีพ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดให้คำว่า เครือญาติมีความหมายครอบคลุมไปถึงบุพการีหมายถึงพ่อแม่ บุตร ลูกเขย ลูกสะใภ้ ลุง ป้า น้า อา พ่อตา แม่ยาย ลูก หลาน เหลน แต่กฎหมายที่กมธ.เสนอจะครอบคลุมเฉพาะ 3 ชั่วโคตร ประกอบด้วย บุพการี หมายถึง พ่อแม่ ลูก และคู่สมรสของลูก เนื่องจากหลังจากมีเสียงท้วงติงว่าการบังคับใช้ถึง 7 ชั่วโคตรมีความเข้มงวด และเกิดความยุ่งยากเกินความจำเป็น
นายวรวิทย์ กล่าวต่อว่า หากมีผู้กระทำความผิดจะถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ไต่สวนและจะมีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญป้องกันและปราบปรามการทุจริตมาตรา 100 ทั้งนี้ ทางกมธ.จะเร่งเสนอกฎหมายฉบับนี้ให้กับสปท.เพื่อให้ที่ประชุมลงมติเห็นชอบ เพื่อส่งต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป นอกจากนี้ ในปัจจุบันได้มีการจัดตั้งศาลอาญาแผนกคดีทุจริต ซึ่งมีคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาประมาณ 60 คดี โดยสามารถพิจารณาคดีได้ถึง 1 คดี ต่อหนึ่งปี ต่างจากเดิมที่ต้องใช้เวลาถึง 7 ปีต่อการพิจารณาหนึ่งคดี ดังนั้น ถือว่าเป็นความก้าวหน้าในการทำงานของศาล อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าหากต่อไปนี้การพิจารณาคดีเกิดความล่าช้า จะอยู่ที่การทำงานของคณะกรรมการป.ป.ช. และ อัยการ โดยส่วนตัวเชื่อว่าถ้ากระบวนการพิจารณาคดีต่าง ๆ สามารถทำได้รวดเร็ว คาดว่าปีนี้จะได้เห็นคนทุจริตต้องติดคุกอย่างแน่นอน

