“ประยุทธ์” ปาฐกถาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ยันต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในรูปแบบ-ช่องทางที่ถูกต้อง ยัน เจตนารมณ์รัฐบาล เพื่อแก้ไขและปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชั่น บอกการแก้ปัญหาต้องใช้ทั้งหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์
เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 17 มีนาคม ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารกับการสร้างความโปร่งใสในการบริหารงานภาครัฐ” และมอบโล่ประกาศเกียรติคุณศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการต้นแบบโดดเด่นให้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และจ.หนองคาย โดยมี นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และข้าราชการที่เกี่ยวข้องร่วมรับฟัง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต้องขอบคุณและยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัล ตนต้องการมาทำความเข้าใจและมอบนโยบายว่าจะต้องทำอย่างไร วันนี้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้อมูลข่าวสารมาแล้ว 18 ปี แต่เหตุใดมีผู้ได้รับรางวัลแค่ 2 หน่วยงาน ถือเป็นปัญหาของตน แสดงว่า ถ้าจะให้มีหน่วยงานได้รับรางวัลอีก 2 หน่วยงานก็ต้องรออีก 18 ปี อย่างนั้นหรือ อย่างไรก็ตามเราต้องทำให้ได้ เรื่องการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารมีความสำคัญลำดับแรก ก็เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล ซึ่งวันนี้เราต้องเร่งรัดในการปฏิรูปประเทศ ระยะแรกคือการสร้างระบบธรรมาภิบาลของประเทศไทยให้ได้ เพื่อให้มีประสิทธิภาพ เกิดการมีส่วนร่วมในช่องทางและขั้นตอนที่ถูกต้อง สิ่งแรกที่ขอสั่งในวันนี้คือต้องไปหาทางปรับแก้ในตัว พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารบางอย่าง การที่เขียนว่าเปิดเผยคือโปร่งใส ปกปิดคือยกเว้น เป็นคำพูดที่ไม่น่าไว้วางใจ ก็จะมีคำถามย้อนกลับมาว่าปกปิดคือการยกเว้นตลอดไปใช่หรือไม่ คงต้องปรับเปลี่ยนโดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ผ่านมากฎหมาย พระราชบัญญัติก็มี เพียงแต่นำไปสู่การปฏิบัติ สร้างความเข้าใจกับประชาชน และสร้างความเข้าใจระหว่างกันไม่ได้ ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาล วันนี้ทุกหน่วยงานต้องไปด้วยกัน
“วันนี้แม้ กฟภ.จะได้รับรางวัลแต่ผมก็ยังมีความกังวล เพราะยังมีการร้องเรียนเข้ามา แสดงว่ายังมีความไม่เข้าใจ เพราะคนไทยใช้ความรู้สึกในการตัดสินทุกอย่าง ซึ่งไม่ได้ ต้องกลับมาสู่กฎหมายระเบียบข้อบังคับ และข้าราชการต้องนำไปสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม วันนี้ต้องเปิดช่องทางให้เข้าใจมากกว่าไปเข้าใจที่โซเชียล จากสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเริ่มต้นจากกฎหมาย ระเบียบ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล เดี๋ยวจะหาทางแก้ไขให้ได้ในปี 2558-2560 เป็นความท้าทายของทุกคนที่จะทำอย่างไรให้เกิดความไว้วางใจตามแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีเหตุมีผล พอประมาณ มีภูมิคุ้มกันที่ดี ดังนั้นทั้งภาครัฐ ประชาชนและเอกชน ต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่ให้แต่ข้าราชการรับผิดชอบอย่างเดียว” นายกฯ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราต้องยึดหลักความโปร่งใส เป็นธรรม การมีส่วนร่วม ต้องมีการกระจายอำนาจในการตรวจสอบ ในการเข้าถึงข้อมูลให้ประชาชนรับรู้รับทราบ เป็นเจตนารมณ์ของรัฐบาล เพื่อแก้ไขและปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชั่นในเวลาที่มีอยู่ โดยต้องสร้างระบบธรรมาภิบาล ทั้งนี้เราจะใช้หลักนิติธรรม หรือนิติรัฐอย่างเดียวไม่ได้ เพราะประชาชนยังยากจน เดือดร้อน ขาดการแก้ปัญหายาวนาน ดังนั้นต้องใช้ทั้งนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ อย่างการบริหารจัดการที่ดินรัฐบาลก็ต้อใช้หลักนิติศาสตร์เข้าไป แต่ถ้าใช้กฎหมายอย่างเดียววุ่นวาย ประชาชนเดือดร้อนเพราะปล่อยปละละเลยกันมานาน ต้องโทษการบริหารราชการแผ่นดินที่ทำให้ราชการทำงานไม่ได้ ไม่ใช่อะไรก็โทษแต่ข้าราชการ ตนรักข้าราชการ เพราะเป็นอดีตข้าราชการเหมือนกัน
“ขอให้ทุกคนยึดหลักคุณธรรม คือการเป็นคนดี ทำดีและต้องไม่ไปเดือดร้อนคนอื่น อะไรที่รู้ว่าไม่ดีก็ต้องไม่ทำ ก็จะไม่เดือดร้อนคนอื่น ไม่ทำให้ประเทศชาติวุ่นวายเสียหาย เมื่อทุกคนในสังคมมีคุณธรรมแล้ว องค์กรต่างๆ ก็จะมีจริยธรรม นำไปสู่ประเทศชาติที่มีคุณธรรมและจริยธรรม ประเทศก็จะไปได้ และยึดหลักความโปร่งใส เปิดให้ทุกคนรับรู้ข้อมูลข่าวสารในขั้นตอนที่ถูกต้องวันนี้ไม่อยากให้ทุกคนมุ่งแต่สิทธิ แล้วลืมเรื่องหน้าที่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีการไปจำกัดสิทธิ ยอมรับว่าหลักธรรมาภิบาลนั้นทำยาก วันนี้ประเทศไทยและหลายๆประเทศมีปัญหาเรื่องเดียว ทุกอย่างดีหมด เพียงแต่ขาดการขับเคลื่อนและปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม วันนี้หลายประเทศชื่นชมไทยในเรื่องของนโยบายของรัฐบาลในการปฏิรูป เหลือแต่รอดูผลการทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ การปฏิบัติถือเป็นเรื่องสำคัญ พูดกัน เจรจากันไม่รู้กี่ครั้ง ร่างกฎหมายไม่รู้กี่ฉบับ แต่ส่วนใหญ่ก็กลับมา พูดกันอยู่แบบนี้เช่นเดิม” นายกฯ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราไม่สามารถกำหนดความเจริญของประเทศได้ด้วยคำว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) หรือรายได้ของประเทศอย่างเดียว ต้องกำหนดจากความพึงพอใจและประชาชนมีความสุขร่วมไปด้วย แต่ยอมรับว่ายาก เป็นความท้าทายเพราะค่อนข้างเฉไปเฉมา ทั้งหมดอยู่ที่ทุกคนต้องทำให้เกิดความชัดเจน จะได้ทำงานกันได้ไม่เกิดความทับซ้อน ประชาชนเข้าใจ สร้างการรับรู้ว่าประชาชนควรมีส่วนร่วมอย่างไร วันนี้ปัญหาของเราคือการบังคับใช้กฎหมาย ทุกคนไม่มีใครชอบกฎหมาย เราต้องย้อนมาดูตัวเอง ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิดจะไปกลัวทำไมกฎหมาย ไม่ต้องกลัวตำรวจ ศาล ถ้าทุกคนทำได้ทำความผิด ถ้าทุกคนสามารถทำได้ก็จะไม่เกิดการรบกวนซึ่งกันและกัน ไม่ต้องมีการตรวจสอบมากมาย การบังคับใช้กฎหมายก็ลดลง การกระกบกระทั่งระหว่างข้าราชการ เจ้าหน้าที่กับประชาชนก็จะลดลง ประเทศชาติก็จะมีความสุข สังคมก็มีความสุข หน่วยราชการก็ต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา
“เราต้องเปิดเผยในสิ่งที่เป็นไปตามกฎหมาย ตามขั้นตอน แต่พอพูดออกไปก็มีคนไม่เข้าใจ ไม่ไว้วางใจไปโต้กลางสภา บอกอยากเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่รัฐบาลคิดโครงการเลย คิดอย่างนี้ก็ไม่ต้องมีรัฐบาล เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยกันหารัฐบาลดีๆ เข้ามา และสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ในจุดใด ไม่ใช่พอไปถามข้อมูลเจ้าหน้าที่ก็หน้าหงิกหน้างอ สุดท้ายคนที่ถูกด่าคือพล.อ.ประยุทธ์คนเดียว แสดงว่ายังทำความเข้าใจกับประชาชนให้ได้ รวมทั้งสื่อต้องชี้แจงให้มากขึ้นเหมือนอย่างที่ผมทำ ขนาดพูดเยอะอย่างนี้ยังเป็นแบบนี้ วิเคราะห์วิจารณ์ไปตามความรู้สึก ไม่มีหลักการ ฟังข้อมูลจากประชาชนแล้วก็มาวิจารณ์มันไม่ได้ ทำให้เกิดความสับสนประเทศก็เกิดความขัดแย้ง เกิดการแบ่งพวก แบ่งหมู่เหล่า ใครได้ก็ดี ใครไม่ได้ก็ไม่ดี มันก็ตีกันอยู่แบบนี้ แล้วก็เกิดผลประโยชน์ทางการเมืองไปด้วย ทุจริต มีคอร์รัปชั่น ก็วุ่นวายสับสนไปหมด วันนี้ถ้าทุกคนคิดว่าสิ่งที่ผมพูดมันถูกก็ทำ แต่ถ้าคิดว่าไม่ถูกก็ไปรอวันหน้าแล้วกัน จะทำอย่างไรก็เอา แต่สิ่งสำคัญเราต้องมีระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ” นายกฯกล่าว

