‘ชูศักดิ์’ ซัด สนช.ไร้มาตรฐานปมต่อวีซ่าศาลรธน. ส่อขัดเจตนารมณ์รธน.

25.11.17 | 11:02 น.
ชูศักดิ์ ศิรินิล (แฟ้มภาพ)

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้กล่าวถึงกรณีที่สนช. ผ่านความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. … ว่า การที่ สนช. กำหนดให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 คน ที่ขาดคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญ 60 บัญญัติไว้ ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระ และให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 5 คน ที่ครบวาระแล้ว อยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีการประชุมสภานัดแรกนั้น ถือเป็นการออกกฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เลือกปฏิบัติ และไม่ชอบธรรมอย่างยิ่ง เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไว้อย่างไร ผู้ที่ขาดคุณสมบัติก็ไม่อาจดำรงตำแหน่งนั้นต่อไปได้ การอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้เฉพาะเพื่อรอให้ผู้ที่ได้รับการสรรหาใหม่เข้ารับหน้าที่เท่านั้น เช่นเดียวกันตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ครบวาระแล้ว โดยหลักต้องพ้นจากตำแหน่งไป หากจะให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป กฎหมายก็กำหนดได้เพียงให้อยู่จนกว่าจะได้ผู้ที่ได้รับการสรรหามาใหม่เพื่อความต่อเนื่องในการทำหน้าที่เช่นเดียวกัน แต่การไปกำหนดให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ขาดคุณสมบัติอยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ แล้วให้ผู้ที่ครบวาระ อยู่ต่อไปจนกว่าจะมีการประชุมสภานัดแรกโดยไม่รู้ว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อใด เท่ากับเป็นการต่ออายุโดยไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน


“รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดว่า เมื่อตำแหน่งว่างลงก็ต้องสรรหาเข้ามาใหม่ หากให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในตำแหน่งต่อไปเช่นนี้ ต้องเป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติข้อยกเว้นไว้ให้ ไม่ใช่มาบัญญัติในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญแบบขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งเช่นนี้ จึงเป็นการร่างกฎหมายที่ขาดความรับผิดชอบ ผิดหลักการ และไม่ชอบธรรมอย่างยิ่ง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ฟังเหตุผลที่มาอธิบายแล้วรับไม่ได้จริงๆเช่นการที่บอกว่าการจะตราก.ม.ไปปลดศาลนั้นทำไม่ได้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปลดแต่เป็นเรื่องขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแท้ๆเลย

นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัญหายังมีต่อไปว่า เมื่อกฎหมายนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้ว จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้อย่างไร ในเมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้ จึงไม่อาจจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวได้ จึงเห็นว่าเรื่องนี้จะนำมาซึ่งปัญหาอย่างแน่นอน ตามขั้นตอน ก.ม.นี้จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องและกรธ.พิจารณาว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ และหากเห็นว่าไม่ตรงจะนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการวิสามัญตนจึงอยากจะดูว่ากรธ.เจ้าของร่างที่ให้เซ็ตซีโร่จะเห็นอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญจะกล้าหาญที่จะมีมติเรื่องนี้หรือไม่ และในที่สุดอาจมองเห็นกระบวนการสองมาตรฐานเลือกปฏิบัติได้อย่างชัดเจนอีกเรื่องหนึ่ง จึงอยากฝากให้ประชาชนได้ติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและจริงจัง เพื่อจะดูว่าการออกกฎหมายในลักษณะผิดเพี้ยนเช่นนี้ เกิดจากการสมคบคิดกันหรือไม่ หรือเกิดจากการรับใบสั่งของผู้มีอำนาจเพื่อหวังผลทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่