เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ร. ปี 2540 กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นไปได้ยากที่การเลือกตั้งจะมีพรรคการเมืองได้ ส.ส.เกินครึ่งหนึ่งว่า ขึ้นอยู่กับว่าบรรยากาศทางการเมืองในขณะนั้น กระแสต่อต้านนายกฯคนนอกมีมากและร้อนแรงเพียงใด และตัวบุคคลที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯคนในเป็นใคร ถ้าหากกระแสต่อต้านนายกฯคนนอกมีไม่มากและร้อนแรงเท่าใดนัก ในขณะที่ตัวบุคคลที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯคนใน ก็ไม่เด่นหรือโดนใจเท่าที่ควร โอกาสที่พรรคการเมืองพรรคเดียวจะได้ที่นั่ง ส.ส.เกินครึ่ง ย่อมเป็นไปได้ยาก ในทางกลับกัน ถ้าหากกระแสต่อต้านนายกฯคนนอก มีมากและร้อนแรง ในขณะที่ตัวบุคคลที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯคนในก็ทั้งเด่นและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางแล้ว ก็เชื่อแน่ว่าพรรคการเมืองพรรคเดียวที่ว่าจะได้รับเลือกตั้งอย่างถล่มทลายอย่าว่าแต่เกินครึ่งเลย แม้แต่จะทะลุ 300 ที่นั่งก็ย่อมเป็นไปได้
“กระแสในเรื่องนายกฯคนนอกกับนายกฯคนใน จะเป็นประเด็นหลักในการเลือกตั้งคราวหน้าควบคู่ไปกับเรื่องปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน รวมทั้งแนวทางในการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้จะกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าระหว่างนายกฯคนนอกกับนายกฯคนใน ฝ่ายไหนจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะในการจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ดี ไม่ว่าฝ่าย นายกฯคนนอก หรือนายกฯคนในจะได้รับชัยชนะในการจัดตั้งรัฐบาลก็ตาม ปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแน่นอน ก็คือ บทบัญญัติที่เป็นเสมือนกับดักรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเปลี่ยนไปจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ซึ่งจะกลายเป็นวิบากกรรมของทั้งฝ่ายนายกฯคนนอ และนายกฯคนใน” นายคณินกล่าว
นายคณินกล่าวว่า ฝ่ายนายกฯคนในจะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมั่นคงพอสมควรต้องมีเสียงสนับสนุนประมาณ 390 เสียงขึ้นไป ซึ่งคงต้องเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคอย่างแน่นอน แม้กระนั้นการบริหารราชการแผ่นดินและการขับเคลื่อนประเทศก็จะเป็นไปด้วยความลำบากยากเย็นและอ่อนไหวสุดๆ ทั้งในเรื่องการจ้อง จับตาย ของทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้าน ซึ่งจะประสานและส่งลูกให้กับ ส.ว.องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ อย่างเข้มข้น นอกจากนั้น การดำเนินนโยบายที่ต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งการที่ต้องไปรายงานความคืบหน้าในการปฏิรูปประเทศต่อที่ประชุมรัฐสภาทุกๆ 3 เดือน ก็จะทำให้รัฐบาลต้องกลายสภาพเป็นปลาย่างได้ตลอดเวลา
นายคณินกล่าวว่า ในทางกลับกัน ถ้าฝ่ายนายกฯคนนอก หาเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรได้ไม่ถึง 250 ที่นั่ง ก็เป็นอันปิดประตูตายสำหรับการจัดตั้งรัฐบาล ที่มี คนนอก เป็นนายกฯ เหตุเพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ญัตติที่จะเสนอให้มีการยกเว้นไม่ต้องเลือกบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ต่อ กกต.เป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสาม คือ 500 เสียง แต่ถึงกระนั้น รัฐบาลนายกฯคนนอก ก็ต้องมีเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า 390 เสียง ซึ่งก็คงต้องเผชิญกับปัญหาแบบเดียวกับรัฐบาลที่จัดตั้งโดย นายยกฯคนในหรืออาจจะหนักหนากว่าด้วยซ้ำ เหตุเพราะนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็น ส.ส.ยิ่งถ้าเป็นรัฐบาล นายกฯคนนอก ที่มีเสียงเกินกว่าครึ่งเพียงเล็กน้อย หรือที่เรียกกันว่าปริ่มน้ำ แล้วละก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้ได้เลยว่า ไปไม่รอดแน่ถึงแม้จะมี ส.ว. 250 คน สนับสนุนก็ช่วยอะไรไม่ได้

