เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ หลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ (วปธ.) รุ่น 10 และสมาคมเครือข่ายที่ปรึกษาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จัดเสวนาเรื่อง “การเมืองไทยกับที่ปรึกษาธุรกิจ” ในหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายนิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายสรโชติ อำพันวงษ์ ผู้บริหารรายการ อายุน้อยร้อยล้าน ร่วมบรรยาย
นายนิกรกล่าวตอนหนึ่งว่า จากรัฐธรรมนูญปี 2560 ตนเชื่อว่าจะทำให้เมืองไทยเกิดการเลือกตั้งในช่วงเดือน พ.ย. เพราะตามหลักการทำงานทุกรัฐบาลจะต้องมีการดำเนินการ 2 เรื่อง คือ 1.จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีซึ่งจะประกาศใช้ในวันที่ 1 ต.ค. และต้องดำเนินการจัดเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายคนของตัวเองให้เสร็จสิ้นก่อน เพราะฉะนั้นจะเชื่อว่า การเลือกตั้งจะไม่ก้าวข้าม พ.ย. เพราะยิ่งก้าวข้ามไปนาน รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ จึงขอยืนยันว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ย.
ด้าน นายอนุทินกล่าวว่า ตนไม่อยากให้มองการเมืองเป็นเรื่องเลวร้าย ซึ่งการเมืองคือสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา และเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ถ้าเราสามารถทำการเมืองให้ดีก็จะเป็นประโยชน์มาก โดยเฉพาะจะต้องคำนึงการทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม ซึ่งอย่าให้ทุกคนน้อมรับพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ตรัสตอนหนึ่งว่า ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่อยู่ที่การส่งเสริมให้คนดีปกครองบ้านเมืองและคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวาย ดังนั้นเมื่อท่านผู้นำออกมาพูดว่านักการเมืองไม่ดีเลว ตนซึ่งก่อนหน้านี้ก็อยู่อย่างสงบเสงี่ยมทางการเมืองมาโดยตลอด แต่เมื่อออกมาพูดเช่นนี้ตนก็ต้องกล้าที่จะออกมาทำความเข้าใจ ว่าถ้าการเมืองเป็นสิ่งไม่ดี ประชาชนจะเป็นผู้ที่มีกรรมที่สุด เพราะระบบของประเทศใช้การเมืองในการปกครอง ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทหารไม่ชอบการเมือง คงเป็นเพราะส่วนหนึ่งมาจากนักการเมืองบางคนที่เข้ามาเพื่อต้องการแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งยังมีนักการเมืองอีกหลายๆ คนที่ต้องการทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับส่วนรวม ตนขอย้ำว่าทุกวงการก็มีแบบนี้ มีทั้งคนที่ดีและไม่ดี จึงอยากให้ทุกคนน้อมนำพระราชดำรัสนี้มาปฏิบัติ
“ยุคนี้ถือเป็นเป็นยุคที่ประชาชนทุกคนต้องให้ความสนใจกับการเมือง ไม่เช่นนั้นเราจะสูญเสียสิทธิของเรา ซึ่งตรงนี้ถือเป็นความขัดแย้งในตัวเอง เพราะคนมองว่าการเมืองเป็นสิ่งสกปรก แต่ถ้าเราไม่เข้ามาก็จะปล่อยให้คนสกปรกเข้ามาบริหารประเทศ ดังนั้นถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิดหรือมีวาระซ้อนเร้นแอบแฝงก็ต้องพร้อมเข้ามาช่วยเหลือประเทศ และพร้อมรับการตรวจสอบ” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทินกล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทยตนมองว่าปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่กำลังก่อสร้างร่างตัว คือคำว่า “ดุลยพินิจ” ซึ่งเป็นอุปสรรคที่สุดที่ทำให้ประเทศเติบโตช้า เพราะมีแต่ความไม่แน่นอนของคนที่มีหน้าที่อนุมัติตามกฎหมาย ซึ่งท้ายที่สุดก็จะให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายนั้น หากเป็นเมื่อ 60 ปีที่แล้ว คำๆ นี้อาจมีประโยชน์ แต่ปัจจุบันถือว่าไม่มีแล้ว ประเทศไทยที่มีปัญหาคำว่าคอร์รัปชั่นก็มาจากคำว่า ดุลยพินิจ จึงเห็นว่าควรจะมีการแก้ไขกฎหมายอย่างจริงจัง ยกตัวอย่างเช่นกรณีของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่มีการปรับแก้ว่าเวลาจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ต้องโชว์คุณสมบัติตามที่ ตลาดหลักทรัพย์เป็นคนกำหนดไม่ใช่ให้อยู่ในดุลยพินิจของประธาน ก.ล.ต. ดังนั้นเชื่อว่า ผู้มีอำนาจจะรับฟังและแก้ไขปัญหานี้เพราะ คสช.ก็บอกว่าจะอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลย
ขณะที่นายนิกรกล่าวว่า การเมืองก็เหมือนกับเงา คือเราวิ่งไล่มันก็วิ่งหนี แต่ถ้าเรายืนเฉยๆมันก็อยู่กับที่ ซึ่งวันนี้การทำงานข้าราชการเปรียบเหมือนกับรถ นักการเมืองเป็นคนขับถ้าระบบราชการบริหารประเทศอยู่ที่เดิมก็ไม่ไปไหน วันนี้คงขับตามลำพังไม่ได้เราต้องการคนที่คอยมาชี้ทางซึ่งต้องเป็นคนที่มีความรู้มาเป็นที่ปรึกษาในการชี้แนะการทำงาน ซึ่งการเป็นที่ปรึกษาคือต้องรู้ให้จริง และต้องรู้ว่าใครคุมการเมือง เราต้องรู้รัฐธรรมนูญ รู้กลไก รู้ระบบไม่อย่างนั้นจะไปไม่ถูก
![24098714_10215139032568434_134857144_n[1]](https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2017/11/24098714_10215139032568434_134857144_n1.jpg)
