แกนนำ กปปส.ภาคใต้บางคนออกมาขอโทษชาวใต้ว่าสนับสนุนคนผิดมาแต่ต้น เพราะนึกว่าหัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นคนดี ที่แท้ก็ไม่ดีอย่างที่คาด
คนที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของ กปปส. ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และเชื่อว่าทางออกของประเทศไทยในทุกเรื่องมีอยู่ทางเดียวคือภายใต้ระบอบที่เปิดให้คนทุกกลุ่มสามารถต่อรองอำนาจกันได้อย่างเท่าเทียม ควรยินดีกับคำแถลงขอโทษของแกนนำ กปปส.บางคนเช่นนี้หรือไม่
ผมไม่เห็นเหตุอันควรแก่ความยินดีตรงไหน เพราะการขอโทษเช่นนั้น คือการยืนยันหลักการว่า คนบางคนหรือบางกลุ่มมีสิทธิเหนือผู้อื่นในการเลือกผู้นำทางการเมืองให้แก่คนอื่น บังเอิญครั้งนี้ตัดสินใจเลือกคนผิด จึงออกมาขออภัย
หลักการของ กปปส.ที่ว่า คนไม่เท่ากัน, ยกเลิกอำนาจตรวจสอบของประชาชนเมื่อคนที่ถูกบัญญัติให้เป็นคนดีได้ดำรงตำแหน่งบริหารทางการเมือง และเพื่อประโยชน์ส่วนรวมตามทรรศนะของตนเอง ต้องระงับใช้กติกาของความขัดแย้งในระบอบประชาธิปไตยลงทั้งหมด ฯลฯ ก็ยังอยู่ครบหมดทุกอย่าง จึงไม่ใช่เรื่องน่ายินดีตรงไหน
ยิ่งกว่าไม่น่ายินดีคือ ไม่น่าปรองดองด้วยตรงไหน เพราะรู้แน่ว่า ตราบเท่าที่แกนนำ กปปส.คิดอย่างนี้ เราย่อมเดินกันคนละทางแน่ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
ในระบอบที่พวกเราเชื่อถือ คิดอะไรก็ได้ ต่อให้คิดเลวร้ายกว่านี้ก็คิดได้ หรือแม้แต่รณรงค์ให้คนอื่นคิดอย่างเดียวกันก็ทำได้ แต่ต้องทำภายใต้กติกาของความขัดแย้งที่ตกลงกันไว้แล้ว เช่น ไม่ก่อการจลาจล, ไม่ใช้กำลังของการจลาจลปิดทางเลือกของคนอื่น, ไม่ใช้ความรุนแรง ฯลฯ
ว่าที่จริงแล้ว ความปรองดองลอยๆ ไม่มีความจำเป็นในรัฐและสังคมสมัยปัจจุบัน ซึ่งความสัมพันธ์ของผู้คนสลับซับซ้อนเกินกว่าจะให้ทุกคนมีความเห็น “ปรองดอง” กันในทุกเรื่องได้ เรื่องเดียวที่ต้องปรองดองให้ได้ก็คือกติกาของความขัดแย้ง จะมีความเห็นแตกต่างกันสุดขั้วแค่ไหนก็ตาม ต้องไม่ทำลายกติกา กระบวนการต่อรองที่เสรีและเท่าเทียมจะนำไปสู่ข้อสรุป ที่ไม่มีฝ่ายใดได้ทั้งหมด แต่ก็ไม่มีฝ่ายใดเสียทั้งหมด
การปรองดองเป็นกระบวนการ แต่กระบวนการนี้ไม่มีความหมายใดๆ เลย หากไม่เริ่มต้นที่ปรองดองกันในเรื่องกติกา กระบวนการปรองดองที่ประสบความสำเร็จในบางประเทศนั้น คือการชี้ผิดชี้ถูกให้ชัด คนทำผิดก็ต้องผิด เพียงแต่จะลงโทษหรือไม่ และมากน้อยเพียงไร เป็นเรื่องที่ต้องประเมินว่า จะเอื้อต่อความปรองดองในด้านอื่นได้มากน้อยเพียงไร
แต่ผิดกติกาก็ต้องผิด ถูกกติกาก็ต้องถูก การเสริมสร้างกติกาให้แข็งแรงเป็นเป้าหมายหลักของกระบวนการปรองดอง เพื่อทำให้กติกาชัดเจนแก่สังคม ไม่มีการยกเว้นในทุกกรณี ไม่ว่ายกเว้นแก่สถานการณ์หรือแก่บุคคลก็ทำไม่ได้
ต้องชัดเจนว่าปรองดองหมายถึงอะไร เพราะหากเข้าใจผิดว่าปรองดองคือเห็นพ้องต้องกันในทุกเรื่อง ผลก็คือ จะมีบุคคลบางคนหรือบางกลุ่มตั้งตัวเป็นผู้ตัดสินด้วยอำนาจเด็ดขาดว่า ต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ โดยไม่มีใครมีสิทธิต่อรองได้เลย เราทุกคนกำลังเผชิญภาวะอย่างนั้นอยู่ไม่ใช่หรือ
ด้วยวิธีคิดแบบนี้ ทำให้ผมมองไม่เห็นความจำเป็นว่าพรรคการเมืองจะต้องจับมือกัน เพื่อป้องกันมิให้เผด็จการทหารสืบทอดอำนาจบริหาร
ไม่ใช่หน้าที่ของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยหรอกหรือ ที่จะต้องป้องกันมิให้เผด็จการทหารสืบทอดอำนาจ ถ้าเห็นว่าใช่ ทุกพรรคก็ทำหน้าที่ของตนไป โดยไม่จำเป็นต้องจับมือปรองดองอะไรกัน การจับมือปรองดองเสียอีก ยิ่งทำให้พรรคการเมืองซึ่งน่าระแวงอยู่แล้ว ไม่เป็นที่เชื่อถือมากขึ้น
พรรคเพื่อไทยรับได้หรือกับการเป่านกหวีดกลางถนนของพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมมือกับอันธพาลการเมืองเพื่อทำให้สถาบันในระบอบประชาธิปไตยไม่อาจทำงานของมันได้ รวมทั้งศพอีกเกือบร้อยของประชาชนที่ถูกสังหารโหดกลางถนน โดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบเลย
หากพรรคเพื่อไทยจับมือกับประชาธิปัตย์ได้ พรรคเพื่อไทยยังมีความน่าเชื่อถืออะไรเหลืออยู่
ในทางตรงกันข้าม พรรคเพื่อไทยคือขั้วตรงข้ามของประชาธิปัตย์ ที่ไม่มีทางประสานกันได้ ทั้งในเชิงนโยบาย การดำเนินงานทางการเมือง และธรรมชาติของพรรคที่เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองของครอบครัวหนึ่งเท่านั้น
เมื่อเร็วๆ นี้ ส.ส.ในอดีตของประชาธิปัตย์คนหนึ่งให้สัมภาษณ์สื่อว่า หากพรรคเพื่อไทยนำเอาคุณพานทองแท้ ชินวัตร มาเป็นหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ก็ไม่อาจจับมือกับพรรคเพื่อไทยได้
แม้คำกล่าวนี้ฟังดูน่าหมั่นไส้ แต่ก็มีประเด็นสำคัญทางการเมืองบางอย่างที่ต้องยอมรับ นั่นคือตลอดเวลาที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยทำตัวเป็นเพียงเครื่องจักรทางการเมืองของคุณทักษิณ ชินวัตรจริง พรรคเองไม่ปฏิเสธ ซ้ำใช้เป็นคำขวัญในการหาเสียงด้วย การเมืองในระบอบประชาธิปไตยจะก้าวหน้าต่อไปได้อย่างไร ถ้าพรรคการเมืองไม่เป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ที่กว้างกว่าบุคคลหรือตระกูล พรรคประชาธิปัตย์มีความชอบธรรมที่จะรังเกียจพรรคการเมืองแบบนี้ เพราะประชาธิปัตย์เป็นพรรคเดียวที่เหลืออยู่จากยุคสมัยที่พรรคการเมืองเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มอุดมการณ์ (เช่น พรรคแนวร่วมรัฐธรรมนูญ, พรรคสหชีพ, พรรคพลังใหม่, พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย)
เพียงแต่น่าหมั่นไส้ตรงที่ว่า ประชาธิปัตย์ก็เคยตั้งรัฐบาลหรือร่วมรัฐบาลกับพรรคที่เป็นของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลมาไม่รู้ว่ากี่ครั้งแล้ว
หลังเลือกตั้ง อาจไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งได้คะแนนเสียงพอจะจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคที่ได้ที่นั่งรองลงมา อาจให้การรับรองนายกรัฐมนตรีของพรรคที่ได้ที่นั่งสูงสุด โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาลก็ได้ รัฐธรรมนูญที่วางกฎเกณฑ์ให้ตัวแทนของประชาชนไร้อำนาจเช่นนี้ จะยิ่งทำให้พรรคที่สนับสนุนการตั้งรัฐบาลแต่ไม่ร่วมรัฐบาล มีอำนาจต่อรองสูงขึ้นกว่าเป็นฝ่ายค้านเพียงอย่างเดียวด้วยซ้ำ
เพราะรัฐบาลแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากพรรคฝ่ายค้าน
ความปรองดองที่เรียกร้องกันในปัจจุบัน ดูจะเป็นความปรองดองที่ตื้นเขินและอันตราย
ตื้นเขินเพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นถูกทำให้เหมือนความขัดแย้งของเด็ก ผู้ใหญ่บังคับให้เกี่ยวก้อยกัน ความขัดแย้งนั้นก็อันตรธานไป อันตรายเพราะปรองดองกำลังกลายความหมายเป็น “ว่าอะไรว่าตามกัน” อันเป็นลัทธิที่นำสังคมไปสู่ความล่มสลายมาไม่รู้ว่าเท่าไรแล้วในอดีต
แต่กติกาของความขัดแย้ง ไม่ได้รับความใส่ใจจากใครเลย


