ใครที่คิดว่าการยื้อในเรื่อง”ปลดล็อก”พรรคการเมือง คือ มาตรการเฉียบอันแสดงถึงกระบวน “รุก”ในทางการเมือง
ขอให้กลับไป “ทบทวน”ได้แล้ว
ไม่ว่าจะเป็น “นักการทหาร” ไม่ว่าจะเป็นเกจิในทางกฎหมายที่นำมาเป็นเครื่องมือในทาง”การเมือง”
ก็ขอให้กลับไป”ทบทวน”อย่างจริงจัง
การยื้อเวลาให้ทอดยาวออกไปจะเป็นเช่นที่การทอผ้าในหูกอย่างที่พระพุทธองค์กล่าวไว้ยิ่งทอ”อดีต”ยิ่งยาว แต่”อนาคต”จะสั้น
หากถามว่าปัจจัยอะไร คือ สิ่งที่ทำให้เป็นปัญหา คำตอบ 1 อยู่ที่รัฐธรรมนูญ คำตอบ 1 อยู่ที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
นี่คือหลัก”นิติธรรม”อันเป็นพื้นฐานแห่ง”นิติรัฐ”
พลันที่ประกาศกกต.เรื่องบัญชีรายชื่อภาคและจังหวัด และเรื่องการจัดตั้งสาขาพรรค การเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสาขาพรรคตีพิมพ์ใน ราชกิจจานุเบกษา
นั่นเท่ากับเป็น “สัญญาณ” เตือน
มิได้เตือนเพียงพรรคการเมืองว่าจะต้องปฏิบัติตามพรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 เท่านั้น
หากความเป็นจริงที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด
พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ดำเนินการตามรัฐ
ธรรมนูญ พ.ศ.2560
การยกเว้นไม่ปฏิบัติตามจำเป็นต้อง”อธิบาย”
หากยังมี “รองนายกรัฐมนตรี”ที่เป็น”นักนิติศาสตร์”ดำรงอยู่ก็น่าจะให้คำปรึกษากับคสช.และรัฐบาลได้
ปมเงื่อนอยู่ที่จะต้องทำกฎหมายให้เป็นกฎหมายหรือไม่
ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับก็คือเราผ่านเดือนพฤษภาคมมาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วนับแต่เดือนพฤษภาคม 2557เป็น 3 ปีที่อยู่ใต้อำนาจ”คสช.”
การตรวจค้นและจับอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดกลางทุ่งนาที่ฉะเชิงเทรา สามารถนำมาเป็นเหตุผลได้
แต่คำถามก็คือ อำนาจอยู่ในมือใคร
เป็นอำนาจอันเบ็ดเสร็จไม่ว่าทหาร ไม่ว่าตำรวจ ไม่ว่าพลเรือนล้วนอยู่ในการกำกับของคสช.อันเป็น”รัฎฐาธิปัตย์”
ความรับผิดชอบจึงเป็นของใคร

