หน้าแรก การเมือง สนช.รับหลักกา...

สนช.รับหลักการกม.ประชามติ ชงตัดใช้เครื่องลงคะแนนเสียง กลัวมีปัญหา

18.03.16 | 17:33 น.

สนช.รับหลักการกม.ประชามติ สมาชิกเสนอตัดการใช้เครื่องลงคะแนนเสียงออก เหตุยังไม่เสถียร หวั่นเกิดปัญหา ด้าน“วิษณุ” แนะเขียนไว้เป็นทางเลือกได้ เชื่อบรรยากาศวันออกเสียงราบรื่นเหมือนปี 50

เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 18 มีนาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยมีนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.คนที่ 2 เป็นประธานการประชุม เพื่อร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. …. ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)เป็นผู้เสนอ โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ตัวแทนจากครม. ตัวแทนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) อาทิ นายบุณยเกียรติ รักชาติเจริญ รักษาการเลขาธิการกกต. และตัวแทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าร่วมประชุมด้วย จากนั้น นายวิษณุ กล่าวรายงานว่า หลังจากสนช.เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม 2557 ไปแล้วนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างนำขึ้นทูลเกล้าฯ ขณะเดียวกัน มีความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีกฎหมายออกเสียงประชามติ เพราะตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2557 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญแม่บท และ รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมประสงค์ให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดแล้วเสร็จภายใน เดือนมีนาคมนี้

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า จากการประชุมหารือกับกกต. ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการออกเสียงประชามติ คาดว่า จะดำเนินการได้ในต้นเดือน สิงหาคมนี้ จึงต้องกำหนดกติกาทั้งคุณลักษณะต้องห้าม วิธีการออกเสียง บัตรลงคะแนน และการนับคะแนน รวมไปถึงกรณีเกิดการขัดขวางการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยไม่เรียบร้อย จึงต้องให้อำนาจกกต.ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งหมดนี้ต้องบัญญัติไว้ในกฎหมาย ประกอบกับมาตรา 39/1 ของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ได้วางหลักการว่า การกำหนดเรื่องดังกล่าวให้เป็นไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ร่างพ.ร.บ.นี้ กกต.เป็นผู้จัดทำยกร่างขึ้นทั้งหมด ในส่วนของครม.เห็นว่า เรื่องนี้มีความเร่งด่วน หากจะต้องรอให้รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมออกมาก่อน แต่หากเกิดกระทำที่แม้มีเจตนาดี แต่อาจจะผิดเกิดขึ้นก็ได้ จึงจำเป็นต้องมีการจัดทำกฎหมายประชามติควบคู่ไปด้วย ซึ่งการเริ่มบังคับใช้ ก็สามารถใช้บังคับจริงได้ เมื่อรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมีผลบังคับใช้แล้ว

“เพราะฉะนั้น ครม.จึงหวังว่า สนช.ที่มาร่าวมเป็นคณะกรรมาธิการ หรือบุคคลที่ กกต.เสนอมาเป็นกรรมาธิการ หากร่างกฎหมายได้รับความเห็นในวาระที่1 น่าจะช่วยปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ได้ทันกำหนดเวลา โดยแนวคิดการกำหนดหลักเกณฑ์ของพ.ร.บ.ฉบับนี้ นำมาจากหลัก 3 ประการ คือ 1.นำมาจากพ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติปี 2552 แต่เราจะเอามาใช้ทั้งหมดไม่ได้ เพราะพ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นประชามติเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ แต่มีสาระบางอย่างที่นำมาใช้ได้ 2. นำมาจากประกาศหรือระเบียบที่กกต.ได้ยกร่างมาก่อนแล้ว สมัยร่างรัฐธรรมนูญนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงได้นำสาระบางส่วนมาปรับปรุงแก้ไขและ 3. การรับฟังความคิดเห็นของสาธารณะชนที่ผ่านมาว่า ประสงค์การจะเห็นการทำประชามติในรูปแบบใด ซึ่งกกต.ได้นำทั้งหมดมประมวลและเขียนเป็นร่างพ.ร.บ.ออกมา ดังนั้นทางครม.จึงต้องนำร่างดังกล่าวมาเสนอต่อสนช.ต่อไป” รองนายกฯ กล่าว

จากนั้น เปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยนายมณเฑียร บุญตัน สมาชิก สนช. อภิปรายว่า ในการทำประชามติครั้งนี้เป็นการทำในสถานการณ์พิเศษ ทำให้สังคมและรัฐบาลมีความกังวล ว่าการแสดงความเห็นรับหรือไม่รับจะนำมาสู่มาความไม่สงบเรียบร้อย แต่เรื่องดังกล่าวต้องมีการถกเถียงกว้างขวาง แม้กฎหมายเปิดโอกาสให้แสดงความเห็นกว้างขวาง แต่มีกระแสข่าวเอาโทษผู้รณรงค์บิดเบือน ให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากรัฐบาลชี้แจงไม่ชัดเจน อาจทำให้เข้าใจว่า รัฐบาลปิดโอกาสในการเผยแพร่

Advertisement

ขณะที่ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิก สนช. อภิปรายว่า เข้าใจความรีบเร่งของรัฐบาลในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวต้องการให้เป็นไปตามโรดแมป ซึ่งวิปสนช.ได้กำหนดพิจารณาวาระ 2 และ 3 ในวันที่ 7 เมษายน ส่วนในเรื่องการลงคะแนนเสียงล่วงหน้า สอดคล้องไปตามวันเดียวทั่วราชอาณาจักร รวมถึงประเด็นคูหาคนพิการ ผู้สูงอายุ อยากให้กกต.ชี้แจงรายละเอียด ส่วนบทกำหนดโทษของผู้ที่รณรงค์เกินข้อเท็จจริงนั้น ไม่ทราบว่าพ.ร.ก.ความมั่นคงในสถานการณ์ฉุกเฉิน และกฎหมายควบคุม จะสอดคล้องกันหรือไม่ เพราะไม่ได้เขียนหลักการเหตุผลประกอบมา นอกจากนี้ มาตรา 56-66 โดยเฉพาะร่างมาตรา 62 ในวรรคแรก วงเล็บ 1-7 กรณีทำผิดต่างๆ รายละเอียดวรรค 2-6 ระบุไว้สมบูรณ์ แต่ท้ายวงเล็บเจ็ด ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ให้สื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอ่านใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง ให้ถือว่าผู้นั้นก่อความวุ่นวาย ซึ่งวรรคนี้น่าจะเป็นวงเล็บแปด หรืออีกวรรค หรือผู้ใดกระทำตามกรณีทำผิดลักษณะนี้ เพราะไม่ได้เขียนรายละเอียดบทกำหนดโทษต้องแก้ไขหรือไม่อย่างไร

ด้านนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิก สนช. อภิปรายว่า สิ่งที่เป็นห่วงในบทลงโทษ ซึ่งเข้าใจห่วงการเลือกตั้งไม่สงบ จึงการกำหนดโทษไว้สูง แม้เห็นด้วยในหลักการ แต่ส่วนตัวข้อตั้งข้อสังเกต เช่น มาตรา 60 เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมีการเลือกตั้ง ประเด็นผู้ใดทำลายบัตรออกเสียง ทำให้ชำรุด มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท ซึ่งห่วงผู้สูงอายุในต่างจังหวัด อาจเผลอทำชำรุดเสียหาย ขณะเดียวกัน มาตรา 63 จัดยานพาหนะนำผู้มีสิทธิออกเสียงไปคูหา โดยมีโทษจำคุก 1-5 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ถึง1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งหมู่บ้านหนึ่งอาจมีรถไม่กี่คันและอาศัยรถกันไป จึงเป็นห่วงเจ้าหน้าที่จะใช้ดุลยพินิจอย่างไร ว่าเป็นการจัดตั้งมาหรือไม่ โทษต่างๆที่กำหนดไว้เห็นว่าส่วนใหญ่ต้องเป็นไปตามนั้น เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านๆมาไม่สงบเรียบร้อย คนส่วนน้อยไปก่อเหตุ ดังนั้นตนจึงเห็นด้วย

นายชาญวิทย์ วสยางกูร สมาชิก สนช. ระบุว่า มาตรา 14 (1) ให้ผอ.เลือกตั้งประจำจังหวัด มีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการออกเสียง ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ผอ.เลือกตั้งมีระดับแค่ซีแปด หรือผู้ชำนาญการพิเศษ ไม่สามารถสั่งหรือขอความร่วมมือในการทำงานในระดับที่สูงกว่าได้ ในทางปฏิบัติจึงได้ผลไม่เต็มที่ ดังนั้น อยากให้เปลี่ยนมาตราดังกล่าว โดยแก้ไขให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่แทน อย่างไรก็ตาม อยากถามกกต.ที่ระบุการลงคะแนนเสียงตามาตรา 39 ด้วยเครื่องลงคะแนน ลักษณะเครื่อง ขั้นตอนวิธีการลงคะแนนด้วย ซึ่งระเบียบว่าด้วยเครื่องลงคะแนนจัดทำหรือยัง และเครื่องมีจำนวนเท่าไหร่ เพียงพอครบตามจำนวนหน่วยเลือกตั้ง หรือประจำหน่วยออกเสียงประชามติหรือไม่ เพราะบางเขตอาจมีแต่บางเขตอาจไม่มี เชื่อว่าเรื่องนี้อาจก่อความสับสนและเป็นปัญหามาก ดังนั้น ควรรอให้มีความพร้อมก่อน

ทั้งนี้ สมาชิกได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการใช้เครื่องลงคะแนน อาทิ นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ ไม่เห็นด้วยกับการใช้เครื่องลงคะแนน เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาในภายหลัง เพราะควรใช้กับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นจะเหมาะสมกว่า รวมถึงความพร้อมของเครื่องที่มีจำนวนไม่ จึงอยากให้ตัดเรื่องดังกล่าวออกไปในชั้น และให้ใช้วิธีการลงคะแนนแบบเดิม ด้วยการกาบัตรลงคะแนน

ด้าน นายวิษณุ กล่าวว่า พ.ร.บ.นี้ใช้สำหรับเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว คือ การออกเสียงประชามติ และคงนำไปใช้ต่อเหตุการณ์ในอนาคตยาก แต่ก็ต้องจัดทำเป็นกฎหมายเพราะมาตรา 39/1 ในรัฐธรรมนูญแก้ไขชั่วคราว 2557 กำหนดไว้ ตนเชื่อว่ากกต. ในฐานะเจ้าของร่างก็พยายามยกร่างให้ดีที่สุด แต่ด้วยความเร่งรัดของเวลา ที่กกต.มีเวลาเพียง 7 วัน หลังจากสัปดาห์ก่อนที่สนช.เห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ดังนั้นเมื่อพ.ร.บ.ได้ส่งมายังรัฐบาล แต่จะให้กฤษฎีกาตรวจสอบละเอียดก็ยาก เพราะเวลาจำกัด รัฐบาลจึงตัดสินใจส่งมายัง สนช.เพื่อให้มาแก้ในชั้นกรรมาธิการจึงเป็นธรรมดาที่อาจพบสิ่งไม่เหมาะสม หรือข้อบกพร่อง เพราะฉะนั้นข้อเสนอของสนช.ใน วันนี้จะเป็นแนวทางให้กรรมาธิการนำไปปรับปรุงแก้ไข เราเคยทำประชมติมาแล้วเมื่อปี 2550 ก็ผ่านมาโดยเรียบร้อยดีไม่มีปัญหาอะไร และเชื่อว่าครั้งนี้ก็น่าจะจัดการทำประชามติได้เช่นเดียวกัน แม้จะมีปัญหาร้ายแรงกว่า 9 ปีที่ผ่านมา

รองนายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรา 7 รัฐบาลมีความคิดว่า การไปเขียนเอาไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพ ตรงนี้ควรจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะการนำมาเขียนไว้ในพ.ร.บ.นี้รับรองว่ามีการโต้แย้งในอนาคตแน่นอน รวมไปถึงกระบวนการออกเสียงประชามติ ไม่ควรต่างจากการออกเสียงเลือกส.ส. ซึ่งความจริงแล้วการออกเสียงควรที่จะทำให้ง่าย ซึ่งจะทำอย่างไรให้ง่ายขึ้น ส่วนเรื่องของการใช้เครื่องลงคะแนน เป็นสิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วง เพราะเป็นครั้งแรกที่จะนำมาใช้ในการลงประชามติ ปกติการใช้เครื่องลงคะแนนควรใช้กับการเลือกตั้งท้องถิ่น และใช้บางพื้นที่เท่านั้น แต่เมื่อจะนำมาใช้กับคนทั้งประเทศ ก็ต้องมีการถกถียงกันมาก ดังนั้นถ้าเขียนว่า เอาไว้เป็นทางเลือกในการพิจารณา ก็น่าจะได้ ส่วนจะนำมาใช้หรือไม่ก็ต้องพิจารณาพิจารณาถึงเหตุการณ์ในขณะนั้น ส่วนในมาตรา 56 ที่ระบุว่า ให้กกต.และเจ้าหน้าที่รับผิดทั้งทางแพ่งและอาญา หลังจากการทำประชามติเสร็จสิ้น ตรงนี้อาจมองได้ว่า เป็นการเปิดช่องให้เกิดการทำผิดได้โดยที่ไม่ต้องรับผิด ดังนั้นต้องระบุให้ชัดเจนว่า อะไรทำได้หรือทำไม่ได้

จากนั้น สมาชิกรับหลักการร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ในวาระ 1 ด้วยคะแนน 153 : 0 งดออกเสียง 5 พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 21 คน แปรญัตติภายใน 5 วัน กำหนดระยะเวลาการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการฯ ภายใน 20 วัน และนัดประชุมนัดแรกในวันนี้ (18มีนาคม) ในเวลา 14.00 น.