ติดล็อก

9.12.17 | 13:29 น.

แม้มีการประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองแล้วเมื่อ 7 ตุลาคม 2 เดือนที่ผ่านมา

แต่การมีกฎหมายฉบับนี้ ก็มีผลไม่ต่างจากไม่มีอยู่เลย

เนื่องจากคล้ายถููกพักใช้ชั่วคราว ไม่มีกำหนด

พรรคการเมืองต่างๆ ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติที่บังคับใช้

เหตุรัฐบาล คสช.ไม่ยอมปลดล็อก

Advertisement

อ้างเหตุผลความมั่นคงมาเป็นเงื่อนไข จำเป็นต้องคงกฎเหล็ก

ข้อห้ามต่อไป ผ่อนคลายให้จัดประชุม ทำกิจกรรมเกี่ยวกับสมาชิกไม่ได้

การมีกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้จึงเท่ากับไม่มีอยู่จริง เพราะไม่มีผลบังคับในทางปฏิบัติ

และเกิดผลกระทบกับพรรคการเมือง ที่มีเงื่อนเวลาตีกรอบเอาไว้

ต่อไปอาจกลายเป็นว่า ต้นทางใช้ไม่ได้ แต่ปลายทางเมื่อครบ 90 วันแล้ว พรรคการเมืองอาจถูกลงโทษ ที่ไม่สามารถดำเนินการเรื่องเกี่ยวกับสมาชิกได้ภายในกำหนดเส้นตาย

พิลึก พิลั่นเป็นอย่างมาก

รัฐบาล คสช.กลัวอะไรนักหนา ถึงไม่ยอมผ่อนปรน แต่ห้ามพรรคการเมืองจัดประชุม จัดระบบสมาชิกให้สอดคล้องต้องกันกับกฎหมายลูกฉบับใหม่ ทั้งที่คุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีกฎหมายปกติหลายฉบับ มีมาตราพิเศษ เป็นเครื่องมือบริหารบ้านเมือง รักษาความมั่นคง

คำตอบของคำถาม อาจอยู่ที่ มันไม่ใช่เรื่องระหว่างพรรคการเมืองกับ คสช.อย่างเดียว ซึ่งระบบนี้ปฏิเสธการมี การคงอยู่ของพรรคการเมืองอยู่แล้ว

แต่คำว่าพรรคการเมืองมีความหมายกว้างไกลกว่านั้น

นั่นคือ เป็นประตูเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย

นโยบายที่กำหนดขึ้นมาจากไหน ก็ต้องมาจากปัญหาที่ประเทศชาติ ประชาชนพลเมืองเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ และในทางสังคม หรือด้านอื่นๆ

พรรคการเมืองก็ต้องรับเอาปัญหาจากสมาชิกปัจจุบันมาตั้งวาง คิดนโยบาย มาตรการแก้ไข

ในระยะเริ่มแรกคงไปไม่ถึงขั้นนั้น เพราะมิใช่ฤดูกาลเลือกตั้ง

แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ที่เปิดให้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องสมาชิกพรรคได้

ก็ย่อมต้องมีการสื่อสาร แลกเปลี่ยน พูดคุยสะท้อนปัญหาระหว่างพรรคกับสมาชิก เพราะนี่ไม่ใช่ระบบหุ่นยนต์

และแน่นอนว่า ปัญหาร้อยแปดพันประการ ก็ย่อมเป็นหัวข้อพูดคุย วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การก่อกระแส หรืออะไรต่อมิอะไร เมื่อเริ่มมีองค์กรนำ ที่เป็นตัวแทนเคลื่อนไหวแทนได้

ไม่ว่าจะเป็นพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ปาล์ม ยางพารา ปัญหาประมง เศรษฐกิจปากท้อง ฯลฯ

เสียงสะท้อนจะดังก้องทุกภูมิภาค ปลายหอกปลายดาบพุ่งเป้าไปที่รัฐบาล

จริงอยู่ พรรคการเมืองมิได้มีอยู่แต่ฝ่ายยืนตรงข้ามรัฐบาล ยังมีอีกฝั่งฝักใฝ่ ให้ความนิยม คสช.

แต่ในภาวะแบบนี้ จะมีพรรคไหนกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

ว่า 3 ปีกว่าที่ผ่านมา ประชาชนอยู่ดีกินดี ชีวิตความเป็นอยู่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

ไม่มีใครเขาฆ่าตัวตายหรอก

อยู่แนบชิด คสช.อาจเอออวยอีกอย่าง แต่อยู่ต่อหน้าประชาชน คนกำหนดอนาคตทางการเมืองแท้จริง พูดอะไรที่สวนทาง ไม่สะท้อนความจริงที่ประชาชนเผชิญอยู่ไม่ได้

อยู่กับประชาชน ไม่ฟังเสียงประชาชนก็จบข่าว

รัฐบาล คสช.อาจวิตกกังวล เรื่องสมาชิกพรรค เรื่องการเปิดประตูู

การมีส่วนร่วม

อาจจุดกระแส ต่อต้าน ไม่พอใจ ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบความเดือดร้อนจากการบริหาร

จึงลากยื้อ หาสตอรี่มาเป็นเงื่อนไข ข้ออ้างไม่ปลดล็อก

การยืนยันถึงเหตุผล ความจำเป็นที่ไม่ผ่อนคลายพรรคการเมืองทำกิจกรรม

มองผิวเผินดูเหมือนเป็นผลดีต่อ คสช.

แต่ก็ไม่แน่เสมอไป อาจกลายเป็นตรงข้ามก็ได้

แรงอัดอั้น จากการถูกปิดกั้น มิให้มีส่วนร่วม อาจปะทุออกมาเป็นคะแนนเสียง ยิ่งเนิ่นนาน ยิ่งกดทับ ก็อาจยิ่งแรงถล่มทลาย

มันมีภาพเปรียบเทียบให้เห็น ทั้งเรื่องการเมือง-การบริหารชัดเจน

รักยาวให้บั่น รักสั้นจงล็อกต่อ