เวลา 10.00 น. ที่ห้องอดุล วิเชียรเจริญ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เสวนา ‘โฉมหน้าประเทศไทยหลังเลือกตั้ง’ โดย นายอภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายพงศกร ยาห้องกาศ นิสิตปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นายอภิชาต กล่าวว่า ระบบเลือกตั้งที่เราจะเผชิญในปีหน้าตามสัญญา ที่จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)แบ่งเขต และส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ภายใต้ระบบเลือกตั้งบัตรใบเดียว ไม่ใช่บัตรเลือกตั้งที่แท้จริง ถือเป็นบัตรเลือกตั้งกำมะลอ เพราะไม่สะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการเลือกตั้งที่สามารถเลือกผู้ปกครอง เลือกคนที่รักพรรคที่ชอบและนโยบายที่ถูกใจไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งในการเลือกตั้งแบบนี้ตัวบุคคลจึงสำคัญกว่านโยบายของพรรค และทำให้นักการเมืองจะไม่มีแรงจูงใจเอาชนะด้วยนโยบายอีกต่อไป ทำให้การซื้อเสียงกลับมาได้ และด้วยระบบการเลือกตั้งออกแบบโดยจงใจให้พรรคใหญ่ได้คะแนนเสียงลดลง และให้พรรคระดับกลางได้คะแนนเสียงมากขึ้น การเลือกตั้งจะไม่มีการได้เสียงเบ็ดเสร็จทำให้พรรคระดับกลางมีอำนาจการต่อรองที่สูง ทำให้เกิดรัฐบาลผสมหลายพรรคซึ่งอ่อนแอ และเปิดทางให้นายกฯคนนอกไม่ใช่หัวหน้าพรรคที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีตามที่คุ้นเคยอีกต่อไป
นายอภิชาต กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้นโยบายไร้ค่าและทำให้การเลือกตั้งไม่ได้กำหนดนโยบาย คือ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งการเลือกตั้งวิธีการทำนโยบายที่ผ่านมาเหมือนบันไดลิง พรรคชนะก็ขึ้นไปกำหนดนโยบายปีนขึ้นลง ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่ายุทธศาสตร์ชาติไทยจะไปทางไหน แผนสภาพัฒน์ฯก็ไม่ได้บังคับ จึงมีการบังคับเปลี่ยนบันไดลิงให้เป็นอุโมงค์งู เพราะรัฐธรรมนูญบังคับรัฐบาลให้เป็นงูในอุโมงค์ เป็นหวงรัดให้ดิ้นไม่ได้ กำหนดให้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภา และจะต้องแถลงว่านโยบายรัฐบาลสอดคล้องอย่างไรกับยุทธศาสตร์ชาติ และการจัดทำงบประมาณประจำปีสอดคล้องอย่างไรกับยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนี้ยังมีกฎหมาย มาตรา 25,26และ 29 ให้สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)ตรวจสอบหน่วยงานว่าทำตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ และให้อำนาจ ส.ว.มีอำนาจส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ถอดถอนต่อไป ซึ่งทำให้นอกจากองค์กรอิสระอื่นๆแล้ว คณะกรรมการและกรอบยุทธศาสตร์ชาติก็สามารถถอดถอนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้
ทั้งนี้ นายอภิชาต กล่าวอีกว่า เปรมโมเดลหรือนายกคนนอก รัฐมนตรีคนกลางอาจจะกลับมา แต่จะสามารถจัดการองค์กรอิสระได้อย่างไรไม่ให้มาขัดขารัฐบาล หรือขัดขากันเอง และหาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาทันทีที่จัดตั้งรัฐบาลแล้วจะไม่มีมาตรา 44 รัฐบาลที่มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติหนุนหลังจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้าได้หรือไม่ เพราะในทัศนคติของตนเศรษฐกิจไทยจะไม่โตอย่างรวดเร็ว 4-5% อย่างในอดีตอย่างน้อย 4-5 ปี เพราะปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นคนนอกหรือคนในต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหา แม้ว่าจะมีความพยายามที่จะไขนาฬิกากลับไปสู่รูปแบบเดิม แต่สภาพสังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว คนที่ต้องการประชาธิปไตยที่เลือกได้จะยอมอยู่เฉยหรือไม่ ถ้าไม่ ความกดดันก็จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากตอนนี้มี มาตรา 44 รัฐบาลยังอยู่ในขาลง แล้วถ้าไม่มีจะเป็นอย่างไร ก็คงต้องกลับไปแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก

