ถ้าไม่นับเรื่องที่พรรคการเมืองหยิบยกขึ้นมาทวงถามว่า เมื่อไหร่จะยกเลิกประกาศ คสช.ที่ไม่ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมเสียที ความเคลื่อนไหวทางการเมืองวันนี้มีประเด็นที่เข้าข่ายเป็นคำถามสาธารณะอย่างน้อย 2 เรื่อง ที่สังคมต้องการคำตอบ
เรื่องแรก แหวนและนาฬิกาหรูที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สวมใส่ ถูกถ่ายภาพออกมาเผยแพร่ตามสื่อทั้งออฟไลน์และออนไลน์ จนสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทนนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ ต้องมีหนังสือให้พล.อ.ประวิตรชี้แจงที่มาภายใน 30 วัน
เรื่องที่สอง คุณชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดตรังหลายสมัย ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อ้างข้อมูลผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของประชาชนทั่วประเทศ โดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 25,194 บาท เป็น 2,6915 บาท ในปี 2558 แต่ปรากฏว่าภาคเหนือและภาคใต้ จากปี 2556 ถึง 2558 กลับลดลง โดยเฉพาะระนอง ตรัง และยะลา
ตัวเลขสวนทางกันเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไร คุณชวนไม่ได้ตั้งคำถามในหนังสือ แต่ผมชวนให้ทุกคนคิดขึ้นมาเอง
เรื่องแรกเป็นเรื่องของตัวบุคคล เรื่องที่สองเป็นเรื่องเชิงนโยบายเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ และบุคคลสาธารณะ
ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า นอกจากบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องจะให้คำตอบต่อผู้ขอคำชี้แจงว่า
อย่างไรก็ตาม สังคมหรือสาธารณะควรได้รับคำชี้แจง อธิบายความเป็นจริงด้วยหรือไม่
เมื่อไหร่จะมีบรรทัดฐานการปฏิบัติอย่างไร
ยึดตามตัวบทกฎหมาย ป.ป.ช. รอให้ถึงกำหนดวาระที่ต้องชี้แจงหรือเปิดเผยเสียก่อน เพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของบุคคล หรือยึดหลักควรทำความจริงให้กระจ่างโดยเร็ว ประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง
เพราะในทางการเมืองประเด็นมิได้มีเพียงแค่ว่า ผู้ตอบจะตอบอย่างไรเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าสังคมจะเชื่อหรือไม่ ในประเด็นที่ชี้แจง และมีหลักฐานประจักษ์พยานแสดงประกอบ ยืนยันมั่นคง หักล้างข้อครหาต่างๆ ลงได้หรือไม่
เพราะเกิดการเทียบเคียงถึงมาตรฐานการปฏิบัติขององค์กรอิสระกับในหลายกรณีที่ผ่านมา
การเร่งทำความกระจ่างต่อสังคมจึงน่าจะเป็นแนวทางหลักของการปฏิบัติ ทั้งกรณีส่วนตัวและเรื่องการดำเนินนโยบาย
มองด้านกลับทั้งสองกรณีล้วนเป็นผลดี นอกจากเป็นนิทัศน์อุทาหรณ์ให้บุคคลสาธารณะระมัดระวังการปฏิบัติแล้ว ยังเป็นเชื้อเพลิงหล่อหลอมพลังการตรวจสอบของสังคมให้มีความเข้มแข็ง จากพลังของข้อมูลข่าวสารที่แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง รวดเร็ว
ที่น่าสนใจทั้งสองกรณีทำให้เกิดคำถามถึงเส้นแบ่งระหว่างข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลสาธารณะ ข้อมูลข่าวสารของส่วนราชการอีกครั้งหนึ่งว่าควรมีขอบเขตแค่ไหน
การเลือกให้การคุ้มครองแต่ละส่วนควรมีความเหมาะสม ไม่เอนเอียงหนักไปข้างใดข้างหนึ่ง มิเช่นนั้นแล้วความเปิดเผยโปร่งใสอันเป็นเครื่องมือในการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่น ไม่มีทางเป็นจริงไปได้ การรณรงค์วันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากลจะเป็นเพียงพิธีกรรม ขณะที่ในทางปฏิบัติ การเข้าถึงความจริงของสังคมยังเต็มไปด้วยปัญหาอุปสรรค ทั้งระเบียบ กฎหมาย ทัศนคติและมาตรฐานการปฏิบัติของคนที่ไม่เสมอภาค
เท่าเทียม
ฉะนั้นถึงเวลาที่การกำหนดนิยามคำว่า บุคคลสาธารณะ นโยบายสาธารณะ ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลสาธารณะ ต้องเกิดความกระจ่างชัดเจนเสียที เพื่อปฏิรูปสู่ไทยแลนด์ 4.0 จะได้เป็นจริง
การกล่าวโทษสื่อ โทษผู้นำเรื่องราวไปเผยแพร่ขยายผล เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เรื่องราวบานปลาย จึงไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหาของบุคคลสาธารณะ มากยิ่งกว่าการยอมรับว่าเมื่อก้าวขึ้นมาเป็นบุคคลสาธารณะแล้วพื้นที่ส่วนตัวย่อมลดลง มีราคาต้นทุนที่ต้องจ่ายเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
การถือเอาคำถามสาธารณะเป็นหลักที่ควรทำความจริงให้ปรากฏโดยเร็ว จึงน่าจะทำให้เรื่องราวลงเอยด้วยดีกว่าการอ้างตัวบทตามกฎหมาย
เป็นสรณะตายตัว
การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง กฎหมายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครื่องมือเท่านั้น จะใช้ไปในทางใด ปกปิดหรือเปิดเผย ขึ้นอยู่กับสำนึกแห่งความถูกต้องในใจคน

