เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 14 ธันวาคม ที่ห้องสานพลังประชารัฐ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ถนนพิษณุโลก มีการแถลงผลงาน ความคืบหน้า ทิศทางในอนาคต รวมถึง จุดเน้นและเป้าหมายในปี 2561 ของ “คณะทำงานสานพลังประชารัฐ” ทั้ง 12 คณะ โดยมี นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจาก ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้แถลงข่าวในนามหัวหน้าคณะทำงานภาครัฐ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ หัวหน้าคณะทำงานภาคเอกชน และนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เข้าร่วมแถลง
นายกอบศักดิ์ กล่าวถึงผลการหารือของคณะทำงานสานพลังประชารัฐซึ่งใช้เวลา 2 ชั่วโมง ว่า ในช่วงที่ผ่านมา โครงการสานพลังประชารัฐมีโครงการมากมายที่ประสบความสำเร็จในการลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาคนของประเทศไทย ทั้งเรื่องการศึกษา การพัฒนาคน อาชีวะ การลงไปในพื้นที่อย่างโครงการประชารัฐรักสามัคคี เป็นความคืบหน้าของการดำเนินงานในรอบ 23 เดือนที่ผ่านมา พร้อมกล่าวถึง ความเห็นของนายสมคิดว่า ขณะนี้โครงการประชารัฐจบเฟดที่ 1 แล้ว งานที่ผ่านมาเป็นไปได้ด้วยดี ได้รับการยอมรับจากหลายฝ่าย วันนี้จึงเป็นโอกาสในการคิดไปข้างหน้าว่าคณะทำงานสานพลังประชารัฐจะทำโครงการหลักๆด้านใดบ้างในปีสุดท้ายของรัฐบาลชุดปัจจุบันเพื่อช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่ชีวิตของประชาชน
“ วันนี้มีการหารืออย่างชัดเจนว่า อย่างน้อยจะมีเรื่องไทยแลนด์ 4.0 คือภาคเอกชนนั้นจะมาร่วมมือกับรัฐบาลอย่างไรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำว่าประชาชนในพื้นที่และประชาชนโดยรวมจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากโครงการประชารัฐ ขณะเดียวกัน มีีการหารือถึงโครงการต่างๆที่เอกชนเตรียมการไว้ และมีดำริว่าทางคณะทีมงานสานพลังประชารัฐจะไป Re-grouping โครงการเหล่านั้น เพื่อจัดระบบให้เข้ากับธีมที่เราตั้งใจไว้ คือ พัฒนาประเทศไทยสู่ 4.0 ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาคน ซึ่งเมื่อคณะทำงานได้จัดทำความเห็นแล้วเสร็จ จะเสนอต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป”
นายกอบศักดิ์ กล่าวต่อว่า ยังมีการประชุมในหลากหลายเรื่อง เช่น การเกษตร การท่องเที่ยว เรื่องหมู่บ้าน แรงงาน มหาวิทยาลัย รวมถึงการนำเอกลักษณ์ประเพณีไทย เช่น ผ้าไหม มายกระดับเป็นการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งคณะทำงานสานพลังประชารัฐจะประชุมร่วมกันอีกครั้ง เพื่อสรุปเป็นโครงการสำคัญๆในปีหน้า ทั้งนี้ นายกอบศักดิ์แสดงความเชื่อมั่นว่า พลังจากภาครัฐและเอกชนจะช่วยเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างประเทศไทยได้อย่างดียิ่ง และเพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการประชารัฐเป็นไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว คณะทำงานจะมีการประชุมกับรองนายกฯสมคิด เป็นประจำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ กล่าวว่า ภาคเอกชนเข้ามาร่วมโครงการประชารัฐอย่างพร้อมเพรียง สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือ การขยายวงให้กว้างขึ้น ใน 2 ปีแรกที่ภาคเอกชนทำงานร่วมกับภาครัฐโดยให้ตลาดเป็นตัวนำ ตลาดจึงต้องมีคุณภาพ ในปัจจุบัน แต่ละภาคส่วนล้วนมีตัวอย่างที่ดี เช่น สินค้า ชุมชน ในการขยายวงต่อไปต้องคิดว่า ทำอย่างไรให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เข้ามาร่วมมากขึ้น การเพิ่มผลผลิตก็เป็นปัจจัยสำคัญ มิใช่เรื่องราคา เพราะราคาเป็นเรื่องที่ไทยต้องแข่งขันกับตลาดโลกด้วย แต่การเพิ่มผลผลิตจะทำให้ต้นทุนของไทยต่ำลง การเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพจึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ นอกจากนี้ ทำอย่างไรให้องค์ความรู้ไปสู่ชุมชุนและ SME ซึ่งไม่ใช่เชิงวิชาการ แต่คือภาคปฏิบัติโดยอาศัยปราชญ์ชาวบ้าน ส่วนด้านวิชาการ นักวิชาการต้องลงสู่ชุมชน ถ้าเน้นวิจัยในมหาวิทยาลัยอย่างเดียวคงไม่ได้
นายกลินท์ สารสิน กล่าวว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวจะเน้นพื้นที่เป็นตัวตั้ง (Area base) โจทย์คือ ทำอย่างไรให้การไปมาหาสู่เป็นไปอย่างสะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการเชื่อมต่อระหว่างเมืองรอง นอกจากนี้ บทบาทของตำรวจท่องเที่ยวต้องเปลี่ยนไป กลายเป็นบทบาทของการสร้างภาพลักษณ์ที่ต้องเป็นมิตรกับประชาชน และในอนาคต แรงงานภาคบริการจะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การท่องเที่ยวจึงต้องปรับปรุงเรื่องมาตรฐานและมีการเตรียมความพร้อมแก่แรงงานในส่วนนี้ให้มากยิ่งขึ้น

