วิเคราะห์ข้อเสนอแก้พ.ร.ป.พรรคการเมือง เพื่ออะไร ใครได้-ใครเสีย

15.12.17 | 11:56 น.

หมายเหตุความคิดเห็นนักวิชาการต่อการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อแก้ปัญหากรอบเวลา เนื่องจากพรรคการเมืองไม่สามารถดำเนินการ อาทิ เกี่ยวกับสมาชิกพรรคได้ เนื่องจาก คสช.ยังไม่ปลดล็อกให้ทำกิจกรรม


รศ.พัฒนะ เรือนใจดี

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

สิ่งสำคัญที่สุดภายหลังพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 (พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560) ประกาศใช้ คือการจะต้องทำตามเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดไว้ เท่าที่ดูมีรายละเอียดจำนวนมากคือ มาตรา 141 เกี่ยวกับทุนประเดิมในการจัดตั้งพรรค เรื่องการหาสมาชิกพรรค การตั้งสาขาพรรค เรื่องเงินบริจาคพรรค หลายเรื่องทีเดียว มาตราดังกล่าวจะกำหนดว่าในแต่ละเรื่องจะต้องทำภายในระยะเวลาเท่าไร ทีนี้ไม่ว่าจะพูดถึงนายไพบูลย์ (นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป) พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคเพื่อไทย ล้วนดำเนินกิจกรรมในทางการเมืองใดๆไม่ได้เลย เพราะมีล็อกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงไม่ได้มองว่าพรรคเก่าจะได้เปรียบ พรรคใหม่จะลำบาก เพราะผลกระทบจาก พ.ร.ป.พรรคการเมืองปี 2560 ส่งผลต่อพรรคการเมืองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพรรคที่มีอยู่แล้ว หรือพรรคที่จัดตั้งขึ้นใหม่

พรรคที่มีอยู่แล้วจะลำบากกว่าพรรคที่ตั้งใหม่เสียอีก ยกตัวอย่าง เรื่องสมาชิกพรรค เรื่องสาขาพรรค หรือเรื่องทุนประเดิมในการจัดตั้งพรรค พรรคที่มีอยู่แล้วต้องตรวจสอบว่า ความมีอยู่ของสมาชิกหรือเงินที่เคยเสียค่าบำรุงให้แก่พรรค หรือสาขาที่มีอยู่เดิมมีอยู่อย่างไร ในทางตรงกันข้าม มองว่าพรรคใหม่ ทำอะไรก็ใหม่หมด ก็ง่ายหมด ยกตัวอย่าง เหมือนซ่อมไฟ ไฟที่เดินไว้เรียบร้อยหมดแล้ว พอเกิดเสีย จะลำบากที่ต้องหาว่าจุดไหนเสีย อยู่ใต้ฝ้า ใต้เพดาน แต่ถ้าเดินไฟใหม่ก็ลากใหม่หมดเลยจะง่ายกว่า

ฉะนั้น ถ้าจะพูดกันตรงๆ สรุปไม่ได้หรอกว่าพรรคเก่าได้เปรียบ พรรคใหม่เสียเปรียบ ในทางตรงกันข้าม พรรคเก่าที่ทำเสร็จหมดแล้ว กลับจะมีจุดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบได้หลายจุด ย่อมเป็นการง่ายที่จะพบความบกพร่อง เช่น มีชื่อซ้ำซ้อนกัน สาขาไม่ตรงกับที่ตั้ง ทุนประเดิมไม่เป็นไปตามนั้น การส่งหนังสือไม่ถูกต้อง การลงนาม การประชุมใหญ่ของพรรค อะไรแบบนี้ พรรคเก่าน่าจะมีปัญหามากกว่าพรรคใหม่ จึงเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทยต้องการให้ปลดล็อกเพื่อจะเริ่มกระบวนการเหมือนการรื้อใหม่ทั้งหมด ที่เป็นสมาชิกอยู่แล้วก็จะส่งจดหมายสอบถาม ขณะที่พรรคใหม่ต้องเริ่มใหม่หมด ดังนั้น เชื่อว่าไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบทุกพรรคการเมืองได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 โดยถ้วนทั่ว

Advertisement

จุดสำคัญคือ อย่าหลงประเด็นไปที่มาตรา 140 หรือ 141 เพราะประเด็นสำคัญคือต้องปลดล็อกทางการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองได้ขยับดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง เพื่อให้สอดคล้องกับที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดไว้ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นว่า 30 วันบ้าง 60 วันบ้าง 90 วันบ้าง ภายหลังจาก พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ประกาศใช้ พรรคการเมืองทำไม่ได้เลย จะไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ แล้วก็ยังไม่รู้เลยว่า กกต.จะมีอำนาจในการขออนุมัติขยายระยะเวลาได้หรือเปล่า อาศัยฐานทางกฎหมายตรงไหน ตรงนี้ต่างหากที่คิดว่าน่าเป็นห่วงสำหรับพรรคการเมืองทั้งหมด ส่วนเรื่องโรดแมป นายกรัฐมนตรีเป็นคนกำหนดและประกาศเองว่าจะเป็นช่วงสิ้นปี 2561 หากพูดถึงระยะเวลาหรือไทม์ไลน์ในเวลานี้ ยังพอไปได้อยู่ เพียงแต่ถ้าไม่ปลดล็อกหรือปลดล็อกช้า ก็จะเลื่อนกันออกไป และกระทบความเชื่อถือของต่างประเทศ เพราะนายกฯเป็นคนบอกเองว่าสิ้นปีหน้า การบอกว่า 30 วัน 60 วัน 90 วัน หรือ 120 วัน อาจจะส่งผลให้กระเถิบไปถึงต้นปี 2562

จริงๆ แล้ว กรณีของการที่กฎหมายถูกประกาศใช้แล้ว แต่กลับไม่มีผลในทางปฏิบัติแบบที่ พ.ร.ป.พรรคการเมืองปี 2560 กำลังเป็นอยู่ มีอยู่มากมาย เช่น กฎหมายป่าสงวน พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร กฎหมายการห้ามค้าประเวณี แม้กระทั่งการตรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่กำหนดว่าจะต้องมีการศึกษารายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แต่เอาจริงก็มั่วกัน มีเยอะแยะที่กฎหมายประกาศใช้ไปแล้ว แต่ไม่สามารถจะทำได้ เพราะการออกกฎหมายไม่ได้คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของสังคม เลยบังคับใช้ไม่ได้ หรือบางทีคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงทางสังคม แต่ว่าเกิดการลูบหน้าปะจมูกก็บังคับใช้ไม่ได้ มีเยอะแยะในประเทศนี้ ไม่อยากจะพูดว่าหยิบฉบับไหนก็เยอะแยะไปหมด

น่าวิเคราะห์ว่าผู้มีหน้าที่ในการออกกฎหมาย แม้ว่าจะพยายามดึงการมีส่วนร่วมจากประชาชนแล้วก็ยังออกกฎหมายมาไม่ตรง


ศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง

คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

กรณีนายไพบูลย์ และนายสุเทพ (เทือกสุบรรณ) ขอรื้อบางมาตราของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ถ้าดูจากรูปการณ์ที่นายกรัฐมนตรีพูดอยู่ทุกวันนี้ หรือที่ออกไปพบประชาชนตามจังหวัดต่างๆ เหมือนกับการวางไว้แล้วว่า จะเดินไปสู่การเลือกตั้งในอนาคตตามที่กำหนดไว้ แม้จะมีข่าวจากทางอื่นซึ่งไม่เปิดเผย ก็พูดได้อยู่ว่ามันไปไม่ได้ เพราะมีเหตุการณ์อย่างอื่นมาทำให้เกิดขึ้น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปไม่ได้ คือการที่นายสุเทพ นายไพบูลย์ ออกมา ก็สามารถอธิบายได้อีกว่า เขาคิดว่าพรรคการเมืองใหม่จะต้องมี เพื่อให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มที่จะสร้างกันขึ้น มาได้รับประโยชน์ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่คิดเอาไว้

ส่วนตัวมองว่า เขาอยากเสนอให้พรรคใหม่ที่เกิดขึ้นได้รับประโยชน์อะไรบ้าง คือโดยหลักการการตั้งพรรคการเมืองที่ผ่านมามีปัญหาอย่างหนึ่งคือ พยายามที่จะคิดแทนตลอดเวลาว่า ต้องการให้พรรคเล็กได้ประโยชน์ ต้องการให้พรรคใหญ่ลง ซึ่งจริงๆ แล้ว หลักการของการทำพรรคการเมืองควรจะเปิดโอกาสให้กว้าง ไม่ใช่กดกรอบให้แคบลง ยกตัวอย่าง คนจำนวนมากอยากได้พรรคใหญ่เพื่อมาทำงานแก้ปัญหาให้บ้านเมือง ประเทศไหนๆ ก็เป็นอย่างนี้หมด ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกา หรือกระทั่งจีน พรรคที่จะทำการเปลี่ยนแปลงประเทศต้องเป็นพรรคใหญ่อยู่แล้ว

คำถามคือ กดกรอบเพื่ออะไร เพื่อให้พรรคเล็กได้ประโยชน์ แล้วไม่คิดถึงประชาชนส่วนใหญ่ว่าคิดอย่างไร ต้องคิดอย่างนี้ ด้วยเหตุผลนี้การวางกฎเอาไว้ จึงไม่ใช่เป็นการวางกฎเพื่อที่ให้พรรคนี้ได้ประโยชน์ หรือให้พรรคนั้นได้ประโยชน์ แต่ว่าวางเอาไว้กว้างๆ เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจ จะเลือกพรรคใหญ่ก็ให้ได้เลือก จะเลือกพรรคเล็กก็ให้ได้เลือก ทุกฝ่ายต้องได้ประโยชน์หมด

การที่นายสุเทพและนายไพบูลย์ออกมาเสนอแบบนี้ ถ้าพูดกันแบบประชาธิปไตย ก็มีสิทธิที่จะเสนอ แต่การเสนอว่าพรรคใหม่ได้ประโยชน์น้อยกว่าก็ต้องไปดูว่าจริงไหม ถ้าได้ประโยชน์น้อยกว่าจริงคือ ไม่แฟร์ ไม่แฟร์ก็ต้องเปิดทางให้แฟร์ อีกส่วนหนึ่งคือ คนที่อยู่พรรคใหญ่มาก่อนอย่างประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ก็มีสิทธิเสนอได้เหมือนกัน แล้วทำไมไปกีดกันพรรคใหญ่

ตกลงคือข้อเสนอของนายสุเทพและนายไพบูลย์ กับข้อเสนอของพรรคอื่นก็มีหลักการเดียวกัน คือเป็นประโยชน์เป็นธรรมต่อทุกๆ ฝ่าย ในวันนี้ประชาชนไทยโหวตรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อรับไปแล้ว ถ้ามีปัญหาก็ให้มีปัญหาที่รัฐธรรมนูญ ทำไม พ.ร.บ.ทำเกินสิ่งที่ในรัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ เป็นความผิดพลาดเสียหายซ้อนแล้วซ้อนอีก ถ้าผิดก็ไปผิดที่รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ไม่ควรไปตอกย้ำเพิ่มมากขึ้น และมีประชาชนที่ท้วงติงว่า ทำไมเลือกตั้งช้าและก็ไปอ้างถึงเรื่องร่าง พ.ร.บ.ต้องให้ทำตามกฎหมายลูก ต้องทำกฎหมายลูกกี่เรื่อง ก็ช้าไป ทำไมถึงไปมีกฎเกณฑ์ซ้ำซ้อนหลายชั้น

ในเรื่องข้อเสนอของสหภาพยุโรป (อียู) ที่ออกแถลงการณ์เมื่อเร็วๆ นี้ โดยส่วนตัวคิดว่าหลักการของอียูมี 2 ข้อ 1. คือ อยากเห็นประชาธิปไตยประเทศไทยฟื้นคืนโดยเร็ว 2.ให้ความเป็นประชาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่มีแต่ในรัฐธรรมนูญ หรือเลือกตั้งแค่นั้น และยังหมายถึงเป็นธรรมด้วย จริงๆ ถ้ามีการเลือกตั้งแล้ว มีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ต่อมาปัญหาระหว่างรัฐบาล สภา หรืออะไรที่ไม่ถูกต้องก็ค่อยๆ แก้ไขไป เป็นประชาธิปไตยที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และทุกฝ่ายมีส่วนร่วม มีการอภิปราย ปฏิสังสรรค์ พูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็น

ฉะนั้น ถ้ามาอ้างว่าต้องแก้ไข ยังเลือกตั้งไม่ได้ กลับไปทำลายข้อที่ 1 อีก คณะร่างก็ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมอันนี้คือ เปิดให้แต่ละฝ่ายไม่ให้มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน ไม่ควรจะมีการมาตั้งธงนำแบบนี้ ว่า 1.เราต้องกีดกันพรรคใหญ่ 2.เราต้องกีดกันพรรคใหม่