
•…เป็นอีกข่าวดี คราวนี้จากสหรัฐอเมริกา เมื่อผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ “ยูเอสทีอาร์” ถอด “ประเทศไทย” จากแบล๊กลิสต์ของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองพิเศษ หรือ Priority Watch List – PWL มาเป็น “ประเทศที่ต้องจับตามอง” หรือ Watch List – WL หลังจากติดอยู่ใน PWL มาถึง 1 ทศวรรษ หรือ 10 ปีพอดี จาก 2550 และมีการทบทวนสถานะนอกรอบ หรือ Out of Cycle Review – OCR ไปเมื่อปี 2560
•…ถือเป็นความสำเร็จของ “รัฐไทย” ที่เอาจริงกับการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจากย่านการค้าใหญ่ในกรุงเทพฯเป็นผลสำเร็จ รวมถึงจุดสำคัญ อย่าง จตุจักร โรงเกลือ สระแก้ว และใน จ.ภูเก็ต อย่างที่เห็นเอา “สินค้าเหล่านี้” มากองเป็นภูเขาเลากาให้รถแบ๊กโฮเหยียบทิ้ง งานนี้ บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ “ทีมเศรษฐกิจ” ยิ้มแก้มปริ เพราะผลทางการค้าที่จะตามมา คือ “ลดอุปสรรค” ที่ทุนต่างประเทศจะเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะที่ “อีอีซี” หรือ “ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” ที่กำลังไต่ชาร์ตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
•…นั่นคือ “กฎกติกา” ของการ “อยู่ร่วมกัน” ใน “ประชาคมโลก” ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินตาม “แนวทาง” ที่ต้องยอมรับร่วมกัน เหมือนอย่างเรื่อง “ค้ามนุษย์” ที่รวมเอาการใช้ “แรงงานต่างด้าว” อย่างไม่เป็นธรรม ที่คนไทยไม่น้อย เห็นเป็นเรื่อง “ธรรมดา” การขายแรงงาน “โรฮีนจา” ที่คนไทยบางส่วนเห็นเป็นเรื่่องปกติ หรือการนำ “เด็กสาว” จากประเทศเพื่อนบ้านมาค้าประเวณี ที่แม้แต่ “ข้าราชการใหญ่” ก็ยังไม่เข้าใจ และ “ถามหา” เวลาไปตรวจราชการ ตจว. แต่เอาเข้าจริง เหล่านี้ล้วนเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีเพื่อนมนุษย์ ที่ “กฎกติกาของโลก” ไม่ยอมรับ ทำให้ไทยยังค้างอยู่ใน “เทียร์ 2 วอชต์ลิสต์” ของรายงานค้ามนุษย์ หรือทิปรีพอร์ต ของสหรัฐ
•…จาก “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่กระเตื้องขึ้น ไปถึง “ค้ามนุษย์” และ “ไอยูยูฟิชชิ่ง” หรือประมงผิดกฎหมาย-ขาดการรายงาน ซึ่งยังต้องลุ้นเรื่องของ “อันดับ” กันอยู่ด้วยความระทึกในหทัย ที่จริงเป็น “เรื่องเดียว” กับ “ข้อเรียกร้อง” ให้ไทยกลับสู่ประชาธิปไตย จัดเลือกตั้งที่โปร่งใส และมี “รัฐบาลพลเรือน” นั่นเอง และเป็นข้อเรียกร้อง ทั้งจาก “สหรัฐ” ที่แม้จะเสียงอ่อนไป แต่ก็ยังเอ่ยถึงอยู่ ส่วน “สหภาพยุโรป” นั้นเข้มกว่า ดังจะเห็นจาก “มติล่าสุด” ของ รมว.ต่างประเทศอียู ที่ออกมา 14 ข้อ เมื่อ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา
•…จะพ้นจากบ่วง “วอชต์ลิสต์” ของทรัพย์สินทางปัญญาก็ต้องเลิกค้าสินค้าก๊อปแบรนด์เนม และสินค้าทางปัญญาทั้งปวง จะพ้นบ่วงค้ามนุษย์ ก็ต้องเลิกพฤติกรรมค้าคน เอาคนเป็นสินค้า จะพ้นบ่วงเรื่อง “ประชาธิปไตย” ก็ต้อง “กลับสู่ประชาธิปไตย” ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะขั้วอำนาจ เห็นว่า “การเมือง” เป็นเรื่องที่กำหนดกันเองภายในประเทศ ซึ่งก็เข้าใจไม่ผิด แต่คนกำหนดไม่ใช่ “บิ๊กๆ” ในรัฐราชการ แต่คือ “ประชาชนคนไทย 60 ล้านคน” ที่ผ่านรัฐประหารมาเป็น 13 ครั้ง จาก 2476 ถึง 2557 ก็จริง แต่ก็ผ่าน “การเลือกตั้ง” มาแล้วถึง 27 ครั้ง ตั้งแต่ 2476 เป็นต้นมา โดยครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2554
กาแฟป่า







