หน้าแรก การเมือง เรืองไกร ร้อง...

เรืองไกร ร้อง ปธ.กกต. สอบปมที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา คัดเลือกว่าที่กกต.

18.12.17 | 15:06 น.
แฟ้มภาพ

เรืองไกร ร้อง ปธ.กกต. สอบปมที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา คัดเลือกว่าที่กกต. อ้างขัดกม. – ออกระเบียบสรรหาไม่ชอบ

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ที้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งท(กกต.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นคำร้องต่อนายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. ผ่านนายพลวัฒน์ พิรติชัยธนกุล ผู้อำนวยการสำนักกิจการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอให้ตรวจสอบการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกกต.ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าชอบด้วยพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต. มาตรา 12 หรือไม่

โดยนายเรืองไกร กล่าวว่า กรณีดังกล่าวนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก็ออกมายอมรับว่ากระบวนการคัดเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาอาจมีปัญหา ซึ่งนายมีชัย ฤชุพันธ์ุ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ยังไม่มีความเห็นทางกฎหมายที่เบ็ดเสร็จ ดังนั้นในฐานะประธานกกต. ซึ่งเป็นผู้รักษาการตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต และกกต. ทั้ง 5 คน ที่ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายใหม่กำหนดจะต้องตรวจสอบกระบวนการคัดเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาในกรณีดังกล่าวว่าเป็นโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

โดยประเด็นที่ขอให้มีการตรวจสอบ 1. กระบวนการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกกต.ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เป็นไปโดยเปิดเผยตามมาตรา 12 หรือไม่ ซึ่งจากที่ตนได้ตรวจสอบรายงานการประชุมใหญ่ของศาลฎีกาที่ประชุมคัดเลือกผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกกต. จำนวน 389 หน้าที่นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกาในฐานะประธานที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ลงนามส่งไปสนช. ไม่พบมีการชี้แจงรายละเอียดในการลงคะแนนว่าใครได้เท่าไร อย่างไร วิธีการคัดเลือกเป้นอย่างไร รวมทั้งไม่มีการแนบระเบียบศาลฎีกาว่าด้วยการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง 2560 ที่ในระเบียบฯดังกล่าวก็ได้มีการระบุเรื่องการลงคะแนนโดยเปิดเผยไว้ไปด้วย

2.การออกระเบียบศาลฎีกาว่าด้วยการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง 2560 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะจากที่ตรวจสอบระเบียบฯดังกล่าวประกาศเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 60 โดยอ้างถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 222(2) และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต.มาตรา 8( 2) มาตรา 12 วรรคเจ็ด แต่ทั้งสองบทบัญญัติดังกล่าว ไม่มีข้อความใดที่ให้อำนาจในการออกระเบียบศาลฎีกาไว้ ดังนั้นระเบียบดังกล่าวอาศัยอำนาจตามกฎหมายใดในการออกและมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือไม่ ม่พบว่ามีการอ้างว่า ใช้อำนาจตามกฎหมายใดในการออก

Advertisement

“ระเบียบคณะกรรมการสรรหากกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นบุคคลที่ได้ารับการแต่งตั้งเป็นกรรมการการเลือกตั้ง 2560 ซึ่งประธานศาลฎีกา ลงนามในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหา การออกยังอ้างว่าอาศัยอำนาจตามมาตรา 14 วรรคสอง และมาตรา 17 วรรคสองของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต. ที่ก็เขียนรองรับไว้ให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาออกระเบียบได้ และมีการประกาศระเบียบฯดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษา แต่ระเบียบของศาลฎีกา กลับไม่มี”

3.องค์ประชุมของผู้พิพากษาในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาในการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกกต. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยตามมาตรา 12 วรรคห้าของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต. กำหนดให้ผู้ที่จะรับเลือกต้องได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งตนเห็นว่าย่อมหมายถึง ผู้พิพากษาที่มีอยู่ทั้งหมดในศาลฎกีา ไม่ใช่เฉพาะที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีหา หรือผู้พิพากษาอาวุโสที่เคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา195 วรรคหนึ่งเพราะกรณีนี้ใช้สำหรับการเลือกองค์คณะพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น ดังนั้นที่ปรากฎข่าวว่า ผู้ได้รับคัดเลือกเป็นกกต.จากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้รับคะแนนเสียง 86 ต่อ 77 น่าจะไม่ใช่คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของผู้พิพากษาในศาลฎีกา

” การเลือกตั้งคงมีแน่ในปี 61 ไม่ว่าใครจะอยากอยู่ต่อหรือไม่ก็ตาม ซึ่ง ประธานกกต. และกกต.ชุดนี้ต้องเสียสละที่จะจัดการเลือกตั้งแทนกกต.ชุดใหม่ 7 คนที่มีปัญหาจัดไม่ได้แน่ เรื่องนี้สำคัญ เนื่องจากกกต.มีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริต โปร่งใส ถ้าที่มากกต. มันไม่สุจริต โปร่งใส เสียเอง แล้วจะมาทำให้ คนเล่นอย่างผม หรือพรรคการเมือง เชื่อว่าเขาจะจัดการเลือกตั้งที่สุจริต โปร่งใสได้อย่างไร”