นักวิชาการฟันธง มีแน่… ‘พรรคทหาร’ หวั่นเสียของปฏิรูป

19.12.17 | 11:53 น.

หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการกรณีข้อเสนอให้แก้กฎหมายเพื่อรีเซตสมาชิกพรรค และผู้สมัคร ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง เพื่อเปิดทางตั้งพรรคทหารโดยดึงอดีต ส.ส.เข้ามาร่วม ใช้ชื่อพรรคประชารัฐ โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นหัวหน้าพรรค ที่จะเป็นรัฐบาลต่อไปในการเลือกตั้ง


พนัส ทัศนียานนท์

อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

การจัดตั้งพรรคทหารมีความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก เพราะถ้า คสช.ยังกังวลว่าหากให้มีการเลือกตั้งโดยไม่ควบคุมเลย รัฐบาลที่เกิดขึ้นมาใหม่อาจจะ “หลุด” ในแง่ที่ว่าในที่สุดจะไม่ยอมปฏิรูปตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้

เพราะฉะนั้นเพื่อความมั่นใจว่าจะไม่หลุดในกรณีเช่นนี้ ก็อ้างว่าการปฏิรูปยังไม่แล้วเสร็จ และไม่มีใครทราบว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ โดยเฉพาะการกำหนดยุทธศาสตร์นานถึง 20 ปี มีการออกกฎหมายกำหนดขั้นตอนการปฏิรูปต่างๆ ไว้ ที่ฟังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ รู้สึกว่าท่านกังวลเรื่องนี้ว่าถ้าปล่อยไปเลย ในที่สุด คสช.ต้องสลายไป การปฏิรูปที่คิดอ่านกันไว้ คงเกรงว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดจะเสียของ

ดังนั้นหากไม่แน่ใจว่าลำพังที่จะอาศัยพรรคการเมืองปัจจุบันเท่าที่มีอยู่เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนจนทำให้มีนายกฯคนนอกได้ คือให้นายกฯคนปัจจุบันเป็นนายกฯต่อไป แต่ไม่มีพรรคการเมืองใดสนับสนุนเลย ก็กลัวว่าจะคุมเกมในสภาไม่ได้ เพราะฉะนั้นการมีพรรคการเมืองเป็นของตนเองคงจึงเป็นเรื่องจำเป็น เหมือนสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งให้มีรัฐธรรมนูญปี 2511 และเลือกตั้งปี 2522 ก็ตั้งพรรคสหประชาไทยขึ้นมาเป็นพรรครัฐบาล แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเอาไม่อยู่ รัฐธรรมนูญฉบับนั้นเป็นต้นตอของสิ่งที่เรียกว่า “ส.ส.ขายตัว” มีการจ่ายเงินในห้องน้ำ เพราะไม่ได้บังคับว่า ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง เลยมี ส.ส.อิสระไหลเข้ามาค่อนข้างมาก ในที่สุดถึงแม้มีพรรคของตัวเองก็ยังคุมเกมไม่ได้ จอมพลถนอมจึงต้องทำรัฐประหารรัฐบาลตัวเอง

Advertisement

ต่อมา มีพรรคสามัคคีธรรมของ รสช. (คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ) สมัย พล.อ.สุจินดา คราประยูร สุดท้ายเป็นรัฐบาลได้เหมือนกรณีพรรคสหประชาไทย แต่ก็เกิดปัญหาเรื่องการ “เสียสัตย์เพื่อชาติ” เป็นประเด็นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ฝ่ายประชาธิปไตยมีผู้ที่เป็นแกนนำคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง โดยต่อสู้ให้รัฐธรรมนูญกำหนดว่านายกฯต้องมาจาก ส.ส. เอาจากคนนอกไม่ได้

ย้อนกลับมาที่ประเด็นการตั้งพรรคทหาร ในเมื่อ คสช.เกรงว่าจะไม่สามารถปฏิรูปได้ หรือรัฐบาลที่เข้ามาไม่อยู่ในอาณัติของ คสช. โดยเฉพาะโรดแมปการปฏิรูป คงจะเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีพรรคของตัวเองเข้ามาคุมเกมในสภา


โอฬาร ถิ่นบางเตียว

โอฬาร ถิ่นบางเตียว

รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

การจัดตั้งพรรคทหารมีโอกาสเป็นไปได้อยู่แล้ว เพื่อเข้าร่วมดำเนินกิจกรรมทางการเมือง แต่ต้องดูว่าการตอบรับจากสังคมมีมากน้อยแค่ไหน

สำหรับกระบวนการสืบทอดอำนาจ มีความพยายามวางกลไกระบบในการสืบทอดหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางการเมือง การบริหาร ทางข้าราชการ และกองทัพ รวมถึงตำแหน่งแห่งที่ในทางสังคม คสช.วางเครือข่ายอำนาจไว้แล้ว

ในขณะนี้หากมองการเมืองจะพบว่ามี 2 ระดับ คือการเมืองเพื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล หรือการเมืองในฐานะนักการเมือง เป็นการวางจากเครือข่ายอำนาจ

นอกจากนี้ ยังมีการวางเครือข่ายอำนาจผ่านระบบราชการ ตำแหน่งแห่งที่ในกองทัพ ทั้งข้าราชการระดับสูง ตั้งแต่ระดับรองปลัดกระทรวงลงมา ไล่ไปจนถึงระดับผู้ว่าราชการจังหวัด มีการวางโครงข่ายอำนาจเพื่อรองรับระบบการเมืองของกองทัพไว้หมด

ไม่เพียงเท่านั้น หลังการเลือกตั้งท้องถิ่น ถ้ามีความชัดเจนจะเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์เชิงอำนาจใหม่ เป็นโครงข่ายอำนาจที่มหึมามาก ระหว่าง คสช. อำนาจของราชการ และอำนาจของนักการเมืองท้องถิ่นที่อยู่ในปีกของ คสช. ถ้าเห็นโครงข่ายเหล่านี้ จะเห็นจิ๊กซอว์ขององคาพยพทางการเมืองทั้งหมด


ชำนาญ จันทร์เรือง

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์

เรื่องพรรคทหาร เขาขยับมานานเกือบสองปีแล้ว มีการหาสมาชิกมานานแล้ว เขาต้องเผื่อไว้อยู่แล้ว แต่ผมคิดว่าคงไม่ได้มีพรรคเดียว เขาต้องทำหลายพรรคอยู่แล้ว เพราะเขามีบทเรียน มีประสบการณ์จากอดีต เช่น พรรคสหประชาไทย พรรคเสรีมนังคศิลา พรรคสามัคคีธรรม ทำพรรคเดียวแล้วจะล้ม แล้วก็เจ๊งไม่เป็นท่า

แน่นอนเขามีทั้งคุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มีทั้งคุณไพบูลย์ นิติตะวัน มีใครต่อใครไว้เผื่อเลือก แบ่งสายกัน เหมือนตัวตายตัวแทน ผัวโดนใบแดง เมียลงสมัครแทนได้ เป็นกลยุทธ์ของเขา นอกจากคุณสมคิดและคุณไพบูลย์แล้วก็ยังมีพรรคที่เขาไม่ได้ตั้ง แต่เสนอตัวเข้ามาอีก

สำหรับการวางคุณสมคิดเป็นหัวหน้าพรรคนั้น น่าจะเป็นตัวเลือกที่พร้อมที่สุดของทีมเขา เพราะ 1.เขาเป็นพลเรือน 2.ความมั่นคงทางการเมืองจะมีไม่ได้ ผมคิดว่าคุณสมคิดน่าจะเป็นตัวเลือก แต่ต้องดู ครม.ประยุทธ์ 5 ไม้สุดท้ายว่าเขาจะสามารถทำได้ไหม แน่นอนว่าเขาต้องมองพรรรคที่เป็นตัวเลือกรองไว้ด้วย

ส่วนที่มองว่าข้อเสนอรีเซตพรรคเพื่อจะช้อนอดีต ส.ส.ไปเข้าพรรคทหาร และข้อเสนอให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค เพื่อจะซื้อตัวง่ายขึ้นนั้น ผมมองว่าเรื่องรีเซตพรรคนั้นไม่ใช่เรื่องซื้อหรือขายตัว เพราะถึงไม่รีเซตพรรคเขาก็มากันอยู่แล้ว การรีเซตเป็นเรื่องของคุณไพบูลย์ นิติตะวัน หรือคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ มากกว่า เพราะเขาตั้งพรรคขึ้นมาใหม่ ถ้าใช้ระบบเดิมคิดว่าสู้ไม่ได้ ก็เลยเสนอรีเซต

เรื่องข้อเสนอให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคนั้นก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เขารู้อยู่แล้วว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก และ ม.44 ไม่ใช่ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญได้อย่างที่นักกฎหมายบางคนบอก เพราะ ม.44 จะไปใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญได้ยังไง เพราะ ม.44 อยู่ในรัฐธรรรมนูญ ต้องเข้ากระบวนการที่มี

จริงๆ เรื่องสังกัดหรือไม่สังกัดพรรคเป็นประเด็นขึ้นมาเพื่อที่จะหาทางออกเท่านั้น เพราะตอนนี้ คสช.ไปไหนไม่ได้ เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ ติดหมดทุกอย่าง ปลดล็อกไม่ได้ ไม่ปลดก็ไม่ได้

การก่อตั้งพรรคที่เกิดขึ้นไม่ใช่พรรคทหาร เเต่เป็นพรรคสนับสนุนทหาร เขาไม่ตั้งพรรคเองโดดๆ แต่ตั้งหลายพรรคมาสนับสนุน แล้วก็จิ้มเอาในวันสุดท้าย เพราะในอดีตมีพรรคเดียวพอเจ๊งแล้วไปเลย

เรื่องความพยายามสืบทอดอำนาจ ผมมองว่าเขาหาทางลงไม่ได้ เพราะรู้ว่าลงยังไงก็ไม่สวย เหมือนคนขี่เสือ ยังไงก็ต้องขี่ไปตลอด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คงรู้ การแสดงออกเหมือนอยากจะอยู่ต่อ เพราะลงแล้วจะโดนเสือกัด แต่ตอนนี้เขารู้ว่าขนาดมี ม.44 อยู่ยังทำอะไรได้ไม่มากเลย ยิ่งเป็นนายกฯหลังเลือกตั้งโดยไม่มี ม.44 ก็คือ “นรก is coming soon” มือสองก็ดันยืมนาฬิกาเพื่อนมาใส่ เป็นเรื่องเป็นราวอีก

คนที่ทุกข์ที่สุดตอนนี้ผมว่าก็คือ พล.อ.ประยุทธ์นั่นแหละ แล้วทหารก็ไม่ได้เป็นเอกภาพตลอด บางหน่วยอาจไม่ได้ขึ้นตรง แล้ว คสช.กับ พล.อ.ประยุทธ์ก็ดูเหมือนจะขาลอย เหมือนตำแหน่งนายกฯในอดีตที่คุมทหาร คุม ผบ.ทบ. แต่ไม่ได้คุมกำลังที่แท้จริง


ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การรีเซตพรรคการเมืองในที่นี้หมายความว่า พรรคการเมืองไม่ว่าเก่าหรือใหม่ที่อยู่ก่อนหรือหลังพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 (พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560) ถ้าไม่สามารถทำตามข้อกำหนดใน พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ได้ ไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ นั่นเท่ากับทำให้หมดสภาพความเป็นพรรคการเมืองโดยปริยาย และเกิดการรีเซตแน่นอน เพราะกฎหมายออกมาแล้ว แต่ทำตามไม่ได้ อันนี้คือการรีเซตด้วยตัวข้อกำหนด

แต่เรื่องรีเซตที่พูดกันว่า ส.ส.ไม่สังกัดพรรค พูดเรื่องสมาชิกพรรคการเมือง หรือ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่จะไม่ต้องมีก็ได้ อันนี้เป็นการพูดถึงการแก้ไขเนื้อหาของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ซึ่งการแก้ไขในส่วนนี้เป็นเพียงการทำให้พรรคการเมืองไม่ว่าจะตั้งมายังไงก็ตามให้ลงเลือกตั้งได้ แต่ผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับระบบพรรคการเมืองในระยะยาวอย่างแน่นอน

อย่างน้อยผมมองว่าเนื้อหาของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ที่ถูกเขียนออกมาตามแบบเดิม เช่น จำเป็นต้องมีสาขาพรรค การหาสมาชิกพรรค อะไรอย่างนี้ มีส่วนช่วยทำให้เกิดความเป็นสถาบันของพรรคการเมือง การแก้ไขตัวความเป็นสมาชิกออกไป ทำให้พรรคการเมืองเป็นแค่กลุ่มคนมารวมตัวกันเพื่อลงเลือกตั้ง ไม่ใช่ความหมายของพรรคการเมือง เพราะขาดส่วนประกอบสำคัญคือโครงสร้างพรรคการเมืองและฐานเสียง ดังนั้น มันแค่ตอบโจทย์การให้มีการเลือกตั้ง ตอบโจทย์นักการเมือง แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ประเทศ ไม่ได้ตอบโจทย์ประชาชน อันนี้คือข้อกังวลใหญ่

เรื่องการจะมีหรือไม่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องย้อนกลับไปว่า แล้วระบบเลือกตั้งของเราจะเป็นแบบไหน โดยหลักการ ระบบสัดส่วนมันดี เพราะทำให้คะแนนเสียงที่ประชาชนเลือกมามันมีสัดส่วนที่ดีกับคะแนนที่นั่งในสภา พรรคไหนได้รับความนิยมเท่าไหร่ก็ได้ที่นั่งไปเท่านั้น แต่ถ้าเราจะกลับไปใช้ระบบเสียงข้างมาก มันจะทำให้พรรคการเมืองบางพรรคได้เปรียบในการเลือกตั้งในบางพื้นที่ ยิ่งเป็นพรรคใหญ่ ถ้าไม่มี ส.ส.ระบบสัดส่วน มีแต่เสียงข้างมากอย่างเดียว พรรคใหญ่จะได้เปรียบมากกว่าเดิม เพราะพรรคเล็กไม่สามารถทำคะแนนเสียงให้ได้เกินจะชนะเป็นที่หนึ่งได้

แต่ด้วยธรรมชาติของพรรคการเมืองไทย คนไทยก็ยังเลือก ส.ส. จากตัว ส.ส. ไม่ใช่นโยบายหรือพรรคการเมือง มันก็อาจทำให้ได้พรรคการเมืองแบบเบี้ยหัวแตก คือเราจะมีพรรคการเมืองเยอะมาก อาจจะ 10-11 พรรค เหมือนที่เคยเกิดขึ้นก่อนปี 2540 กระทั่งปี 2550 ที่เรามีระบบสัดส่วน แต่ไม่มีขั้นต่ำ ก็ทำให้เรามี 6-7 พรรค

คำถามก็คือ ความพยายามผลักดันการแก้ไขมันเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือทำให้เกิดการเลือกตั้งแล้วพรรคการเมืองลงเลือกตั้งได้ง่ายๆ แต่ผลลบในระยะยาวเกิดขึ้นกับระบบพรรคการเมืองอย่างแน่นอน ความพยายามในการปฏิรูปพรรคการเมืองที่อยากให้เกิดขึ้นก็จะไม่เกิดขึ้น

ส่วนการตั้งพรรคทหาร ถ้าเราย้อนไปดูประวัติศาสตร์การเมืองของไทย การเลือกตั้งหลังจากที่เรามีรัฐบาลทหารก็มักจะมีพรรคการเมืองที่ถือว่าเป็นพรรคทหารโดยตรงหรือพรรคตัวแทน (นอมินี) ฉะนั้น โอกาสของการมีพรรคทหารก็น่าจะมี

แต่การมีพรรคก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะชนะการเลือกตั้ง ตอนนี้ที่ยังไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง แล้วทำให้พรรคการเมืองดำเนินการตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ไม่ได้ มันก็ชวนให้คาดการณ์ได้ว่านี่คือส่วนหนึ่งของความพยายาม แม้ว่าเหตุผลของการไม่ปลดล็อกคือเรื่องความปรองดองหรือความสงบสุขก็ตาม