รายงาน
เวลาอ่านงานที่มีคนเขียนงานวิชาการ หรืองานที่วิพากษ์วิจารณ์ถึง “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” จะพบว่าทั้งหมดล้วนเป็นการทบทวนหรือพูดถึงกันในหลากหลายเรื่องหลายมิติ ไม่ว่าจากบทบาทหรือสถานะของความเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้บริหารแบงก์ชาติ สมาชิกเสรีไทย นักสิทธิมนุษยชน นักสันติวิถี นักเศรษฐศาสตร์ รวมไปถึงความเป็นเทคโนแครต
แต่อีกบทบาทหนึ่งของ “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” ที่ไม่ค่อย ถูกพูดถึง หรือวงวิชาการไม่ให้ความสำคัญเท่าใดนัก นั่นคือ บทบาท ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2517
อันเป็นบทบาทที่ “สมชาย ปรีชาศิลปกุล” คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับ “นิฐิณี ทองแท้” จากโปรแกรมวิชานิติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ได้ช่วยกันศึกษาจนเสร็จออกมาเป็นบทความที่ชื่อว่า “กรรมาการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ” ที่ชื่อ “ป๋วย” ซึ่งถูกตีพิมพ์ในหนังสือ “ป๋วยกับสังคมไทยในช่วงวิกฤตเปลี่ยนผ่าน” ที่มี “ประจักษ์ ก้องกีรติ” และ “ปกป้อง จันวิทย์” เป็นบรรณาธิการ และได้มานำเสนอผ่านเวทีอภิปราย “ป๋วยกับการเมืองไทยในวิกฤตเปลี่ยนผ่าน” อันเป็นส่วนหนึ่งของงานฉลอง “100 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์” ที่ถูกจัดขึ้น ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ด้วยความน่าสนใจ
“อ.สมชาย” เริ่มต้นเล่าถึงเหตุที่ อ.ป๋วย เข้ามาเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2517 ในฐานะกรรมาธิการร่างรัฐธรมนูญว่า เป็นเพราะหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อ.ป๋วย ได้รับเลือกให้เป็น 1 ในจำนวน 2,347 คนเข้าร่วมสมัชชาแห่งชาติ หรือ “สภาสนามม้า” และยังได้รับเลือกเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วยคะแนนเป็นอันดับสองรองจาก ม.ร.ว.ศึกฤทธิ์ ปราโมช
เมื่อ สนช.เริ่มทำหน้าที่ รัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อ สนช. และ สนช.ได้มีมติรับร่างไว้พิจารณา จากนั้นก็ได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 35 คนที่มี “ไพโรจน์ ชัยนาม” เป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นและปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญก่อนจะนำกลับเข้าสู่ที่ประชุม สนช.ใหญ่พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่ในลำดับถัดไป แน่นอนว่า 1 ใน 35 กรรมาธิการที่ถูกตั้งขึ้นมีชื่อของ “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” รวมอยู่ด้วย
“ทั้งๆ ที่ อ.ป๋วยมีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2517 แต่เพราะเหตุใดถึงไม่มีคนศึกษาถึงเรื่องดังกล่าวจะเป็นเพราะว่า กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่มีความสำคัญหรือว่า อ.ป๋วยไม่ได้แสดงบทบาทใดๆ ในหน้าที่นี้เลย” อ.สมชายตั้งสมมุติฐาน
สมมุติฐานข้างต้นจึงเป็นที่มาอันทำให้ “สมชาย” กับ “นิฐิณี” ใช้เป็นคำถามเริ่มแรกในการศึกษาคำอภิปรายของ “ป๋วย อึ้งภากรณ์” ที่ปรากฏขึ้นในบันทึกการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ระหว่างการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในวาระที่สอง กินเวลาตั้งแต่เดือนสิงหาคม-เดือนตุลาคมปี 2517
กระทั่งพบว่าเมื่อเข้าไปเป็นกรรมาธิการฯ “อ.ป๋วย” ได้ให้ความสำคัญที่จะอภิปรายและแสดงความเห็นอย่างกว้างขวางใน 3 ประเด็นใหญ่ๆ
นั่นคือ ประเด็นแรก เสรีภาพทางความคิดและมโธรรม ประเด็นที่สอง อำนาจอธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชน และประเด็นสุดท้าย เยาวชนและคนรุ่นใหม่ในระบบเลือกตั้ง
เฉพาะเรื่อง “เสรีภาพทางความคิด และมโนธรรม” ของ อ.ป๋วย เป็นสิ่งที่มีนัยยะสำคัญอย่างมาก ตามทรรศนะของ “สมชาย” เพราะเป็นข้อเสนอที่จะทำให้วิธีการเขียนรัฐธรรมนูญถอยห่างความคิดแบบเดิมๆ ทั้งจากอุดมการณ์ รวมไปถึงการเขียนด้วยการเชื่อมโยงกับความคิดความเชื่อทางศาสนา
เพราะในครั้งนั้น “อ.ป๋วย” ได้ลุกขึ้นอภิปรายอย่างเป็นเหตุเป็นผลกลางที่ประชุมสภาเพื่อขอปรับแก้ถ้อยคำในประเด็นเรื่อง “สิทธิเสรีภาพ” ของร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลเป็นผู้เสนอ ให้เป็น “เสรีภาพในความคิดและความเชื่อถือ” แทน เพื่อไม่ให้เสรีภาพของประชาชนเชื่อมโยงอยู่กับศาสนาเพียงอย่างเดียว
แต่ข้อเสนอดังกล่าวได้ถูกอภิปรายอย่างกว้างขวาง สมาชิก สนช.บางคนโต้แย้งว่าจะเกิดเสรีภาพสุดขอบฟ้า เป็นเสรีภาพที่กว้างขวาง จนอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ขณะที่บางคนก็ลุกขึ้นบอกว่าจะทำให้ความคิดทางการเมืองแบบสังคมนิยมกลายเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับ ยิ่งไปกว่านั้นยังถูกตีความจาก สนช.บางคนถึงขนาดว่าอาจจะทำให้บ้านเมืองเกิดความรุนแรงได้
จนในที่สุดมี สนช.ที่เห็นด้วยข้อเสนอของ อ.ป๋วย มีเพียง 24 คนเท่านั้น โดยที่เสียงไม่เห็นด้วยมีถึง 156 คน
เมื่อข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับการตอบรับจากสมาชิกส่วนใหญ่ในที่ประชุม จึงทำให้ “อ.ป๋วย” กับเพื่อนสมาชิกอีก 2 คน นั่นคือ “นิสสัย เวชชาชีวะ” กับ “กมล ทองธรรมชาติ” ได้เสนอให้เพิ่มเติมข้อความให้เป็นอีกมาตราหนึ่งว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในมโนธรรม และการเชื่อถือในลัทธิใดๆ” ลงไปในร่างรัฐธรรมนูญ
แต่ก็ถูกโต้แย้งจาก สนช.บางคนอีกเช่นกันว่า หากนับถือมโนธรรมให้มีเสรีภาพเช่นนี้ อาจทำให้เด็กไทยไม่สามารถรับใช้ชาติได้ และการทำให้การเกณฑ์ทหารเป็นหมัน
จนทำให้ “อ.ป๋วย” ต้องลุกขึ้นชี้แจงกลับ โดยระบุว่า “การรับใช้ชาติการทำประโยชน์ให้ส่วนร่วม ไม่เพียงแต่อยู่ที่การเกณฑ์ทหารเพียงอย่างเดียว เพราะการทำประโยชน์ให้ส่วนร่วมทำได้หลายแบบ เช่น บูรณะชนบทหรือบูรณะแหล่งเสื่อมโทรม ซึ่งการที่จะพิจารณาว่า ใครจะทำอะไรก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวประการหนึ่ง และขึ้นอยู่กับความจำเป็นของบ้านเมืองอีกประการหนึ่ง”
แม้ที่ประชุมในคราวนั้น จะมี สนช.เห็นด้วยกับการเพิ่มเติมมาตราดังกล่าว เพียง 29 คน และไม่เห็นด้วยถึง 132 คน แต่สำหรับวรรคทองของ อ.ป๋วย ข้างต้น อ.สมชายเห็นว่า มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการรับใช้ชาติ ที่สัมพันธ์กับการเมืองในปัจจุบันเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ “อ.ป๋วย” ยังได้เสนอประเด็นอื่นๆ อีกเป็นจำนวนไม่ได้น้อย ทั้งเรื่องอำนาจอธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ด้วยข้อเสนอให้มีการทำประชามติเป็นอำนาจของรัฐบาล ข้อเสนอให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองมากขึ้น โดยเสนอให้อายุ 20 ปีเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำของผู้มีสิทธิลงเลือกตั้ง
“จะพบว่าทั้ง 3 ประเด็นใหญ่ที่ อ.ป๋วยลุกขึ้นผลักดันโดยใช้เวลาในการอภิปรายและให้เหตุผลประกอบต่อที่ประชุมนั้น แพ้ทั้งหมด ทั้งๆ ที่ อ.ป๋วยเป็นคนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ถูกคัดเลือกมาเป็น สนช.ในอันดับสองรองจาก ม.ร.ว.ศึกฤทธิ์ สิ่งเหล่านี้สะท้อนบทบาทอันจำกัดของการใช้ความรู้ในพื้นที่สภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือไม่มีความสัมพันธ์กับประชาชน แม้ว่าในช่วงเวลานั้นจะถูกเรียกว่าเป็นยุคฟ้าสีทองผ่องอำไพก็ตาม” อ.สมชายกล่าว และว่า จากการสังเกตของผู้วิจัยยังพบว่าถ้อยคำของ อ.ป๋วย ที่ปรากฏในบันทึกการประชุมในตอนท้ายของการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ มีท่าทีเปลี่ยนไปต่อพื้นที่แห่งนี้เพราะมีถ้อยคำที่ดุเดือดมากขึ้น
“สมชาย” เล่าว่า ครั้งหนึ่ง อ.ป๋วยเคยลุกขึ้นอภิปรายว่าจะไม่ขออธิบายเหตุผล ไม่ใช่เห็นว่าสภานี้ไม่ชอบฟังเหตุผล แต่คิดอีกครั้งก็ไม่แน่ เพราะที่แล้วมาจากรายงานประชุม รวมถึงการฟังอภิปรายก็ดี จะเห็นว่าเวลาลงมติฝ่ายชนะจะไม่อภิปรายใดๆ ปล่อยให้พวกเราพรรคฝ่ายแพ้พูดไป เสมือนเป็นค้นพบว่า ถ้าอยากพูดก็พูดไป พูดจนหมดแรง เมื่อลงมติก็ไม่มีทางเปลี่ยนทิศทางได้
“ผมคิดว่าการอภิปรายในช่วงท้าย น่าจะเป็นอนุสติเตือนใจให้กับปัญญาชนจำนวนมากที่คาดหวังว่า จะเข้าไปอยู่ใน สนช. กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วคิดว่าจะใช้ความรู้ที่มีร่างรัฐธรรมนูญที่มันดีเลิศประเสริฐศรีให้มันเกิดขึ้น เพราะขนาด อ.ป๋วยซึ่งมีบารมีมากกว่าปัญญาชนคนอื่นๆ ยังประสบความล้มเหลวมาแล้ว” อ.สมชายกล่าวทิ้งท้าย
ราวกับเป็นคำถามที่สะท้อนกลับไปถึงเหล่า “ปัญญาชน” ที่ชอบอาสาเข้าไปร่วมปฏิรูปร่างกติกาใหม่แล้วจะผลักดันความรู้ที่ตัวเองมีได้สำเร็จท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เช่นนี้
เพราะไม่ว่า 16 ข้อเสนอของ ครม.ที่ลงนามโดย “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าากระทรวงกลาโหม หรือไม่ว่า 3 ข้อเสนอใหญ่ๆ ของ คสช.ที่ลงนามโดย “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช. ส่งตรงไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน กรธ.
ล้วนเป็นข้อเสนอแนะไม่ต่างจากใบสั่งของผู้ว่าจ้างที่เหล่าปัญญาชนนักปฏิรูปร่างรัฐธรรมนูญ ทำได้เพียงแค่เล่นบท “เนติบริกร” ตามออเดอร์ของผู้ว่าจ้างเท่านั้นเอง

