หมายเหตุ – ความคิดเห็นของนักวิชาการ นักการเมือง และอดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. … สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มติให้ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระ 9 ปี นับแต่วันที่ ป.ป.ช.แต่ละคนได้รับการแต่งตั้งกฎหมายฉบับเดิม รวมทั้งเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช.สามารถดักฟังโทรศัพท์ ตรวจสอบอีเมล์ โปรแกรมแชต รวมถึงไปรษณีย์ ของบุคคลที่มีพฤติกรรมที่เชื่อได้ว่าทุจริต
สมลักษณ์ จัดกระบวนพล
อดีตกรรมการ ป.ป.ช.
สิ่งใดที่มันเป็นผลร้าย ไม่ว่าจะร่างกฎหมายขึ้นมาเป็นบทบัญญัติใหม่ หรือตีความกฎหมายเก่าให้เป็นผลร้ายแก่บุคคล เขาไม่ใช้ย้อนหลังกัน การไปใช้ย้อนหลังแล้วเป็นโทษเป็นสิ่งที่ไม่ชอบ
ยกตัวอย่างกรณีคณะกรรมการการการเลือกตั้ง (กกต.) มีคนพูดว่า ตามรัฐธรรมนูญใหม่ กกต.มีอำนาจและบทบาทมากขึ้น จึงต้องเซตซีโร่ กกต.ชุดปัจจุบัน เพื่อให้มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญใหม่เข้ามาทำหน้าที่ การให้เหตุผลแบบนี้ไม่ค่อยจะถูกต้องตามหลักนิติธรรมเท่าใด ถ้าจะทำก็ควรทำเหมือนกันให้หมดทุกองค์กรถึงจะเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และ กกต. การให้บางองค์กรอยู่ทำหน้าที่ต่อ บางองค์กรให้อยู่เป็นบางคน ขณะที่บางองค์กรถูกเซตซีโร่ มันจะเกิดข้อครหาตามมาได้
ส่วนที่มีข้อเสนอเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช.เข้าไปสืบค้นข้อมูลนักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการดักฟังโทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์นั้น หาก ป.ป.ช.ดำเนินการตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ก็สามารถทำได้ แต่หากจู่ๆ ป.ป.ช.นึกอยากจะแอบฟังใครคุยโทรศัพท์ อันนี้ไม่ถูกต้อง เพราะถือว่าเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้
ชูศักดิ์ ศิรินิล
ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.)
ที่ กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ของ สนช. มีมติให้ต่ออายุกรรมการ ป.ป.ช. 7 คน ที่ขาดคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญนั้น ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ สนช.จะต้องรับผิดชอบ หากลงมติเห็นชอบตามความเห็นของ กมธ. เนื่องจากคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจน และเป็นที่ชัดเจนว่า ป.ป.ช.หลายคนขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ
คณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นองค์กรสำคัญในการตรวจสอบเรื่องการทุจริตและประพฤติมิชอบ จึงต้องได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถและมีคุณสมบัติครบถ้วน สนช.จะต้องพิจารณาเพื่อประโยชน์ประเทศชาติ และประชาชน ไม่เห็นแก่ประโยชน์บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มบุคคลใด
กมธ.ลงมติหลายรอบกว่าจะผ่านความเห็นชอบ โดยมีข่าวว่าผู้มีอำนาจมีคำสั่งให้ กมธ.ลงมติต่ออายุให้กรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 7 คน หากเป็นเรื่องจริง การทำหน้าที่ของ กมธ.อาจถูกตั้งข้อสงสัยถึงความสุจริตโปร่งใส เอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลและกลุ่มบุคคลใด ขาดความชอบธรรม
ทั้งที่ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งเป็นผู้ยกร่างเสนอให้รีเซตกรรมการ ป.ป.ช.ที่ขาดคุณสมบัติ แต่ กมธ.กลับไปแก้ไขหลักการสำคัญดังกล่าว
ดูไปดูมาคล้ายๆ จะเป็นกระบวนการล็อบบี้วิ่งเต้นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกตนเอง ป.ป.ช.ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการปฏิบัติหน้าที่ ความเคลือบแคลงสงสัยในการตรวจสอบทุจริตที่เป็นอยู่ จึงขอฝากไปยัง สนช.ทุกท่านขอให้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
วิรัตน์ กัลยาศิริ
หัวหน้าทีมกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์
คุณสมบัติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญ 2560 นอกจากต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 232 แล้วต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 216 รัฐธรรมนูญด้วย โดยเฉพาะในมาตรา 202 (4) คุณสมบัติของคณะกรรมการในองค์กรอิสระต้องไม่มีข้อห้าม คือเป็นหรือเคยเป็น ส.ส. ส.ว. ข้าราชการการเมืองหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะ 10 ปี ก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา และโดยเฉพาะในมาตรา 232 เองระบุคุณสมบัติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไว้เป็นพิเศษ ใน (1) (2) (3) (4) และ (5) คือระบุระยะเวลาดำรงตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
ดังนั้น ความชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หากขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ขัดหรือแย้ง ย่อมไม่ชอบ ยิ่งกรณีมีข่าวว่า กมธ.ยืนยันคุณสมบัติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่สุ่มเสี่ยงกับการขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเรื่องที่ต้องทบทวน
หาก กมธ.ยืนยันคุณสมบัติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่าถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทุกคน ก็ควรต้องออกมาชี้แจงว่าคุณสมบัติของ ป.ป.ช.เดิม ไม่ขัดหรือไม่แย้งกับรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลใด เพื่อให้องค์กร ป.ป.ช.มีหน้าที่ดูแลเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบของนักการเมืองและข้าราชการ รวมทั้งองค์กรอิสระทั้งหลาย ไม่เสียหายไปกับมติดังกล่าว
ยอดพล เทพสิทธา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ประเด็นไม่รีเซตคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถ้าพูดถึงมารยาทก็ไม่เหมาะสมเท่าไหร่ เพราะกับตัวคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) รีเซต แต่ทำไม ป.ป.ช.ถึงไม่รีเซต มันเลยเกิดการเปรียบเทียบว่าทำไมองค์กรหนึ่งรีเซต อีกองค์กรไม่รีเซต
แต่ถ้าพูดตามหลักกฎหมายใหม่ที่เพิ่งประกาศ ก็ควรจะต้องรีเซต ที่มาของตัวผู้ปฏิบัติงานก็ต้องเปลี่ยนไป ตลอดจนคุณสมบัติก็อาจจะเปลี่ยนไป ตรงนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาขึ้นภายหลัง ในกรณีที่มีการร้องเรียนว่าคุณสมบัติของ ป.ป.ช.ผิด หรือไม่เข้ากับ พ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญ จุดนี้ต้องไปดูบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญตัวนี้ด้วย แต่ถ้าถามตามหลักกฎหมาย เมื่อมีกฎหมายใหม่ องค์กรเดิมควรที่จะต้องถูกยกเลิกและเข้าสู่กระบวนการสรรหาใหม่
ตามหลักคือไม่สามารถรีเซตในทันทีได้ หมายความว่า ให้หน่วยงานเก่าทำหน้าที่ตามเดิมเป็นระยะเวลาสักพักนึงก่อน จนชุดใหม่เข้ามา ซึ่งจะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน ทีนี้ปัญหาก็คือถ้าถามว่าผิดหลักไหม พูดตามตรงก็คงต้องบอกว่าเราไม่เหลือหลักอะไรให้ยึดแล้ว เพราะเป็นลักษณะของอำเภอใจมากกว่า คืออยากให้อันนี้อยู่ก็ให้อยู่ ไม่อยากให้อันนี้อยู่ก็ไม่ให้อยู่ เลยกลายเป็นว่าองค์กรอิสระไม่ได้อิสระจริงๆ
องค์กรอิสระตามหลักก็อิสระอยู่แล้ว แต่ถูกกำกับดูแลโดยรัฐบาล ซึ่งตรงนี้มีเรื่องเกี่ยวกับการเมืองมาเกี่ยวข้องมากเกินไป กลายเป็นว่าถ้ายังอยากอยู่ในตำแหน่ง ยังอยากอยู่ต่อในวาระก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาล ในขณะที่ผลงานของ กสม.ที่ผ่านมาเข้าใจว่ามีประเด็นร้องเรียนเกิดขึ้นก็รีเซตกันไป ส่วน ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันไม่ต้องพูดเพราะรู้กันอยู่แล้วว่าเป็นยังไง จึงไม่แปลกใจที่ได้อยู่ต่อ
ส่วนทำไม ป.ป.ช.ชุดนี้ถึงไม่ถูกรีเซต ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเรื่องของผลงานมากกว่า เพราะผลงานที่ผ่านมาของ กสม.และ ป.ป.ช.มีลักษณะงานไม่เหมือนกัน ตัว กสม.มีลักษณะงานที่ค่อนข้างขัดแย้งกับการทำงานของรัฐ โดยเฉพาะรัฐบาล แต่กับ ป.ป.ช.นั้นไม่มี ผลงานของ ป.ป.ช.ที่ผ่านมามีหลายโครงการที่ถูกร้องขอให้สอบรัฐบาลทุจริต แต่จะเห็นว่า ป.ป.ช.ไม่ชี้มูลสักอัน บอกทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ ผมเลยมองว่าผลงานอาจจะเข้าตา พูดง่ายๆ คือทำงานเป็นเนื้อเดียวกับรัฐบาลมากกว่า มันเป็นเรื่องของการเมือง อยากให้ใครอยู่ คนนั้นก็อยู่
ดร.ฐิติพล ภักดีวานิช
คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
การรีเซตหรือไม่รีเซตคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีผลไม่ต่างกันมาก เพราะหากรีเซตปุ๊บ คสช.ก็จะแต่งตั้งขึ้นมา เพราะฉะนั้นมันอาจไม่ได้นำมาสู่ความแตกต่างในเรื่องการครอบงำการทำงานขององค์กรอิสระหรือองค์กรไม่อิสระ เพราะถ้าคนเหล่านี้ได้รับการแต่งตั้งโดย คสช. ผมคิดว่าในแง่การทำงานมักจะมีผลเหมือนกัน
ตอนนี้เราจะเห็นว่าการทำงานของ ป.ป.ช.ไม่ได้สะท้อนความเป็นอิสระเท่าไหร่ อย่างล่าสุดกรณีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เห็นอยู่ว่าไม่มีท่าทีชัดเจนจาก ป.ป.ช.ว่าจะดำเนินการอย่างไร
การไม่รีเซต ป.ป.ช. ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคนที่ได้รับคัดเลือกมาเป็นคนที่ทำงานสะท้อนความต้องการของ คสช.ในหลายๆ การตรวจสอบนักการเมือง ไปตอบสนองนโยบาย คสช. แต่จริงๆ แล้วไม่ได้สะท้อนการสร้างความโปร่งใสจริงๆ
บทบาทของ ป.ป.ช.ควรตรวจสอบความโปร่งใสของทุกองค์กร ไม่ใช่เพียงนักการเมือง ข้าราชการต่างๆ หรือบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งระดับสูงหลายๆ คนเองก็ควรได้รับการตรวจสอบเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือข้าราชการทั่วไปแต่สิ่งที่เราเห็นคือจุดเน้นของการทำงานของ ป.ป.ช.อยู่ที่นักการเมือง โดยเฉพาะที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับ คสช.
การที่องค์กรอิสระอื่นถูกรีเซต แต่ ป.ป.ช.ถูกยกเว้นนั้น อาจเป็นเพราะว่าเป็นกลุ่มคนที่ คสช.ไว้ใจแล้ว น่าจะทำงานตามที่ คสช.ต้องการ ตอนนี้มีหลายประเด็นเปราะบางต่อ คสช.เอง เช่น เรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถ้ากระบวนการนี้ตรวจสอบเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วโดยกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ มันอาจช่วยลดแรงกระเพื่อมทางการเมืองที่เป็นแรงต้านต่อ คสช.ได้ แต่ตอนนี้ยังเงียบอยู่
ส่วนกระแสข่าวที่กล่าวถึงเหตุผลที่ 7 ป.ป.ช.ได้อยู่ต่อ เนื่องจากความต้องการของผู้มีอำนาจอยากจะให้อยู่ต่อนั้น ผมว่าก็เป็นไปได้ เพราะทุกอย่างไม่ได้อยู่ที่ความเหมาะสม ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าความเหมาะสมของ คสช.ไม่ได้อยู่ที่ความเหมาะสม แต่เป็นความต้องการในการเลือกคนเข้ามาสู่อำนาจ ผมว่าเป็นเรื่องความต้องการให้คนที่ไว้ใจอยู่ในองค์กรมากกว่า

