“เรืองไกร” จ่อ ยื่นผู้ตรวจฯ วินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญ ทำไม่ชอบ-โมฆะ ชี้ กรธ.ไม่กำหนดหนักเกณฑ์ฟังความเห็นตามรธน.ชั่วคราวกำหนด
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย(พท.) เปิดเผยว่า หลังจากที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ได้เปิดเผยร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นร่างเบื้องต้นเมื่อวันที่ 29 มกราคมออกมา ปรากฏว่า มีหลายฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาในร่างดังกล่าวออกมาหลายประการ มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งในขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญนั้น มีสาระสำคัญที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาตรา 39/1 บัญญัติบังคับไว้ว่า ให้ กรธ. ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากบุคคล 4 กลุ่ม คือ คณะรัฐมนตรี(ครม.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)และประชาชน ด้วย โดยการรับฟัง บังคับเป็นเด็ดขาดว่า ในระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญ ให้กรธ. ต้องกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลา ในการรับฟังด้วย แต่กรธ. ไม่มีการกำหนดแต่ประการใด ทั้งที่มีอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) 2 คนยื่นหนังสือทักท้วงไว้แล้ว
นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า แสดงให้เห็นได้ว่า กรธ. มีเจตนาที่จะไม่ทำตามขั้นตอนที่มาตรา 39/1 จึงต้องขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ทำตามขั้นตอนว่า ผลทางกฎหมายทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ชอบและเป็นโมฆะ ใช่หรือไม่ เนื่องจาก รัฐธรรมนูญ มาตรา 39/1 ยังบัญญัติให้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นอำนาจหน้าที่ของ กรธ. ด้วย ซึ่ง กมธ.ชุดนายบวรศักดิ์ ได้ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญไว้และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วยเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2557 แต่จากการติดตามข้อมูลในเว็บไซต์ของ กรธ. กลับพบว่า กรธ. ไม่ได้นำข้อบังคับดังกล่าวมาใช้ในการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นร่างเบื้องต้นด้วยแต่อย่างใด ซึ่งจะมีผลให้ร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นร่างเบื้องต้นไม่ชอบและเป็นโมฆะอีกเช่นกัน ทั้งนี้ เห็นได้จากแนวทางการวินิจฉัยตีความเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้วินิจฉัยไปก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อเทียบเคียงดูแล้ว ก็จะทำให้เห็นได้ว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของกรธ. มีปัญหาเกี่ยวกับความไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่มีการกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นจาก ครม. คสช. สนช. และประชาชน ไว้แต่อย่างใด ซึ่งถ้าจะกำหนด ก็ต้องทำเป็นเอกสารราชการและนำไปลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ประชาชนได้ทราบโดยทั่วกัน แต่ก็ไม่มี
“ด้วยเหตุที่ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ดังนั้นเมื่อพบว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นร่างเบื้องต้น ยังไม่ได้ทำตามขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญตามที่มาตรา 39/1 บังคับไว้ ประชาชนทุกคนจึงมีส่วนได้เสียกับเรื่องนี้ และมีสิทธิที่จะร้องผู้ตรวจการแผ่นดินหรือศาลปกครองได้เช่นกัน ซึ่งทางศาลปกครองนั้น ผมก็ยื่นฟ้องไปแล้วเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา ตามเลขคดีหมายเลขดำที่ 400/2559 และเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำขึ้นโดยถูกต้องก่อนที่จะนำไปทำประชามติซึ่งต้องเสียเงินงบประมาณหลายพันล้านบาท จึงจำเป็นต้องยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรีบตรวจสอบและวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ชอบและเป็นโมฆะในขั้นตอนใดบ้าง โดยจะทำเป็นหนังสือไปยื่นในช่วงเช้าวันที่ 21 มีนาคมนี้” นายเรืองไกร กล่าว

