นักวิชาการวิพากษ์ ม.44 ขยายเวลา พรรคการเมืองทำธุรการ

23.12.17 | 14:03 น.

หมายเหตุ ความเห็นกรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 ขยายเวลาให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรม ตามกรอบเวลาใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยคำสั่งดังกล่าวจะมีผลทำให้พรรคการเมืองใหม่สามารถจองชื่อพรรคการเมือง สรรหาสมาชิก เก็บค่าบำรุงสมาชิกได้ และให้ประชุมใหญ่ครั้งแรกเพื่อคัดเลือกหัวหน้า แต่พรรคเก่ายังจัดประชุมใหญ่ไม่ได้


ยุทธพร อิสรชัย

รองอธิการบดี ม.สุโขทัยธรรมาธิราช

ในเรื่องของการขยายเวลากิจกรรมพรรคการเมือง ถ้าจะทำก็ควรจะต้องทำพร้อมกันทุกพรรค เพราะทุกวันนี้ พรรคการเมืองต่างๆ ไม่สามารถทำกิจกรรมอะไรได้เลย เนื่องจากไม่มีการปลดล็อกพรรคการเมือง ในลักษณะของการทำกิจกรรมตรงนี้ ถ้าจำกัดว่าพรรคการเมืองเดิมให้ทำได้เฉพาะเรื่องธุรการทางการเมือง เช่น การไปทำทะเบียนสมาชิกพรรค แล้วบอกว่าให้พรรคขนาดเล็กหรือพรรคตั้งใหม่ทำอะไรได้บ้าง จะทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน ซึ่งผมมองว่าจริงๆ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้เลย ในทางกลับกันทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมมากกว่า เพราะว่าการไปรณรงค์ไปจัดตั้งพรรคใหม่ และรณรงค์รับสมัครสมาชิกพรรคเป็นการรณรงค์ทางการเมืองไปในตัว แม้ว่าจะยังไม่ถึงฤดูกาลของการเลือกตั้งก็ตาม เพราะว่าจะทำให้เกิดการพูดคุย นำเสนอข้อมูลพรรคต่างๆ ให้คนที่สนใจได้มาสมัครเข้าเป็นสมาชิกของพรรคใหม่ๆ ดังนั้นจึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมมากกว่า

ด้านมุมมองเรื่องความเท่าเทียม-ไม่เท่าเทียม ในประเด็นที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ได้กล่าวว่าพรรคเก่ามีสมาชิกพรรคอยู่แล้ว แต่พรรคใหม่ยังไม่มี ไม่ได้เป็นปัญหาตรงนี้ ปัญหาของพรรคการเมืองไทยมีอยู่ 2 เรื่อง คือ เรื่องความเป็นสถาบันทางการเมือง และความเป็นพรรคที่ไม่ได้มาจากฐานของมวลชน โดยทั้งสองเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะมีสมาชิกก่อน มีสมาชิกหลัง ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรพวกนี้ได้เลย แต่สิ่งที่จะแก้ปัญหาพวกนี้ได้ คือจะต้องทำยังไงให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมือง ซึ่งการมีส่วนร่วมดังกล่าวต้องเป็นการมีส่วนร่วมอย่างเสรีด้วย ไม่ใช่เป็นลักษณะการมีส่วนร่วมที่บอกว่าให้พรรคที่ตั้งใหม่ไปให้ประชาชนมีส่วนร่วม ส่วนพรรคเก่าอย่าพึ่ง ผมว่าไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร ในทางกลับกันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้วย

เพราะในลักษณะของการขยายเวลาแบบนี้ เป็นสิ่งที่เอื้ออำนวยแก่พรรคใหม่มากกว่าพรรคเก่า ซึ่งในตรงนี้พรรคการเมืองเดิมเขาก็เสียเปรียบ และหากมองจากมุมของพรรคใหม่อาจจะดูไม่เสียเปรียบพรรคการเมืองเก่า แต่ถ้ามองจากมุมพรรคการเมืองเก่าบ้าง บอกการกระทำทำให้เขาเสียเปรียบพรรคใหม่ เพราะฉะนั้นผมมองว่าไม่ควรมีการมาแบ่งหรือกำหนดว่าพรรคเก่าทำไม่ได้ พรรคใหม่ทำได้ เพราะควรเดินไปด้วยกันและเดินไปพร้อมๆ กันมากกว่า

Advertisement

“ต้องทำให้ผู้คนรู้สึกเป็นเจ้าของในพรรคการเมือง และรู้สึกว่าพรรคการเมืองนั้นอยู่ในวิถีชีวิต ไม่ได้ใช้กฎหมาย หรือไม่ได้ใช้คำสั่งอะไรต่างๆ ของภาครัฐในการไปควบคุมกำกับ แต่ในกรณีของการออก ม.44 แบบนี้ คือการใช้คำสั่งของภาครัฐหรือกฎหมายเป็นตัวควบคุมกำกับ ซึ่งไม่มีทางที่จะทำให้คนรู้สึกเป็นเจ้าของพรรคได้”

จากการขยายเวลากิจกรรมพรรคการเมืองนี้ ผมมองว่ามีโอกาสที่จะกระทบการเลือกตั้งในปี 61 เพราะสุดท้ายสิ่งที่เป็นกิจกรรมทางการเมืองตอนนี้คือเป็นเพียงแค่เรื่องของการทำธุรการทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเก่าหรือไม่ก็ตามทำได้เพียงเรื่องการจัดหาสมาชิกพรรค การจัดทำทะเบียนพรรค สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวกับการเลือกตั้งเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งคือการเรียนรู้ในเรื่องกติกาใหม่ทางการเมืองมากกว่า ซึ่งนั้นคือกติกาในรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญต่างๆ ตรงนี้ถ้าจะให้ประชาชนและพรรคการเมืองที่สมัครได้เรียนรู้ ต้องปลดล็อกพรรคการเมืองให้เขาได้ทำกิจกรรมได้ เว้นแต่กิจกรรมที่กระทบความมั่นคงหรือการชุมนุม อันนี้ห้ามทำ แต่ถ้าเป็นกิจกรรมที่นักการเมืองหรือพรรคการเมืองลงพื้นที่ ไปพูดคุยกับชาวบ้าน ไปทำความเข้าใจเรื่องกติการทางการเมืองตรงนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่พึงจะต้องกระทำ เพราะฉะนั้นจะมีผลกระทบต่อโรดแมป

การเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.ผู้บริหารจัดการการเลือกตั้ง ซึ่งก็คือ กกต. ที่ในวันนี้ได้จัดตั้งจนใกล้จะครบสมบูรณ์แล้ว 2.ประชาชนผู้ไปใช้สิทธิ 3.พรรคการเมืองและผู้สมัคร โดยทั้ง 3 ส่วนนี้ต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน การเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพถึงจะเกิดขึ้นได้ แต่วันนี้มีแค่ส่วนเดียวคือ ผู้บริหารจัดการการเลือกตั้ง แต่ว่าประชาชนกับพรรคการเมืองและผู้สมัครไม่ได้มีการทำกิจกรรมอะไรได้เลย ไม่ได้แสดงออกซึ่งความคิดเห็นต่างๆ ได้ จึงเป็นเรื่องที่จะทำให้การเลือกตั้งที่หากเกิดขึ้นจริงก็คงจะไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในการช่วยลดความขัดแย้ง ในทางกลับกันอาจจะไม่เกิดขึ้นด้วยเพราะทั้งประชาชนและนักการเมืองที่จะสมัครไม่ได้มีการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการการเลือกตั้งเลยครับ ถ้าตามโรดแมปคือเดือนพฤศจิกายน 2561 ต้องนับเวลาถอยหลังมา 150 วัน ซึ่งความเป็นจริงประมาณเดือนพฤษภาคม 2561 ทุกอย่างต้องพร้อมแล้ว แต่ในขณะนี้จะเข้าสู่ปี 2561 แล้ว เหลือเวลาอีกประมาณ 4-5 เดือน ผมไม่เชื่อว่าจะทำได้สักเท่าไหร่ และเกรงว่าสุดท้ายจะมีการเลื่อนโรดแมปอีก


บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผมไม่เห็นด้วย ไม่มีเหตุจะต้องประวิงเวลาออกไป ประการแรก การใช้มาตรา 44 ทำอะไรก็ตามแต่ไม่ควรแล้ว เพราะตอนนี้มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ประการที่สอง การทำกิจกรรมทางการเมืองไม่ควรถูกห้ามแล้ว สิ่งเหล่านี้ควรจะเป็นสิ่งที่เปิดเผยมากขึ้นในการติดต่อประสานงานเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีสำหรับปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ การที่รัฐบาลจะขยายเวลา จะยืดเวลาหรือเปลี่ยนวันอะไรต่างๆ ไม่มีเหตุผลอันควร

เรื่องพรรคทหาร ผมว่ามีหลายวิธีในการจะทำให้ทหารเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มาเพียงเพราะการตั้งพรรคทหาร ตัวอย่างอย่างพรรคสามัคคีธรรมหลังการรัฐประหารปี 2534 อันนั้นก็ชัดเจนว่าพรรคทหารไม่ได้ยั่งยืน ดังนั้น การที่บอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญไม่ให้ผู้สมัครต้องสังกัดพรรค อันนี้ก็เป็นเงื่อนไขอันหนึ่งที่จะเปิดโอกาสให้การแตกกระจาย มุ้งต่างๆ ก็จะเกิดขึ้น แต่ว่าก็จะกลับมาบนพื้นฐานเดิมว่าตกลงอยากได้ระบอบการเมืองแบบไหน อยากได้การเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น มีพรรคการเมืองที่เป็นพรรคใหญ่พอที่จะตัดสินใจเชิงนโยบายโดยที่ไม่ต้องประนีประนอมอย่างไร้เหตุผลกับพรรคการเมืองอื่นๆ หรือไม่ แล้วในความเป็นจริง ถ้าห่วงในความเป็นเอกภาพของนโยบาย รัฐบาลขณะนี้ก็กำกับไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว เรื่องยุทธศาสตร์ 20 ปี เรื่องกระบวนการทางศาลรัฐธรรมนูญต่างๆ คือความกลัวมาจากภายในจากการที่ทหารไม่มีความมั่นใจในศักยภาพตัวเองถึงต้องทำอะไรแบบนี้

ผมคิดว่ากระทบการเลือกตั้งในปีหน้าแน่ ตอนนี้ก็เห็นอยู่ว่าสถานการณ์ของ คสช.ไม่มีทิศทางอะไรที่เป็นบวก จึงมองว่าไม่ได้เกี่ยวว่าจะกระทบเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง เพราะเกี่ยวกับรัฐบาล ความมั่นใจของ คสช. เองมากกว่าในการจะคุมอำนาจหลังการเลือกตั้งทั่วไป ถึงได้ดิ้นเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่น ดิ้นเรื่องกระบวนการ ดิ้นเรื่องกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ และไม่คิดว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2561


ชำนาญ จันทร์เรือง

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์

ส่วนตัวมีความเห็นว่าชัดเจนอยู่แล้วกับการได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพราะของแบบนี้เป็นการเลือกปฏิบัติทั้งนั้น โดยเจตนาจริงๆ แล้ว คือ ต้องการจะสกัดพรรคใหญ่ทั้ง 2 พรรค เพื่อให้อึดอัดขัดข้องไม่สะดวกอะไรทั้งปวง อย่างที่รู้กันอยู่ เรื่องการใช้มาตรา 44 พูดหลายครั้งแล้วว่า ผิดฝาผิดตัว ใช้เป็นเหมือนยาสามัญประจำบ้าน ปวดหัวตัวร้อนอะไรต่างๆ นานา ก็ใช้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ปัญหาที่ตามมามีอีกเยอะ และก็แก้ได้ไม่หมด ยังเหลืออีกหลายประเด็น อย่างไรก็แล้วแต่ต้องรอดูรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าเฉพาะที่พูดออกมาที่เป็นข่าวแถลงออกมาแค่นั้นไม่พอ ความจริงแล้วปัญหานี้แก้ง่ายนิดเดียวคือปลดล็อกก็จบแล้ว ทำอย่างนี้สร้างความยุ่งยาก สร้างความไม่มั่นคงทางกฎหมาย ความน่าเชื่อถือ

ทั้งนี้ การสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพรรคเก่า-ใหม่นั้น ควรทำตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดีที่สุด จริงๆ แล้วก็ไม่เท่าเทียมตั้งแต่รัฐธรรมนูญแล้ว แต่ก็โอเค เมื่อมันออกมาแล้ว พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญก็พยายามทำเพื่อให้มันยุ่งยาก มีการเก็บเงิน เก็บทอง มีการอัพเดทสมาชิกพรรค อะไรต่างๆ ถ้ามันเป็นกติกาเดียวกันก็โอเค มันเหมือนกัน ถ้าถามว่าเป็นธรรมไหม มันก็ไม่เป็นธรรม แต่ว่าอย่างน้อยที่สุดก็คือ มันเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าพรรคใหม่เลือกหัวหน้าพรรคได้ แต่พรรคเก่าเปลี่ยนหัวหน้าพรรคไม่ได้ มันก็ไม่เท่าเทียมกัน เพราะพรรคจะต้องไปเตรียมการ จะได้รู้ว่าหัวหน้าพรรคเป็นใคร รวมไปถึงสาขาพรรค การคัดเลือก และการคัดคนที่จะส่งลงสมัคร

การใช้ ม.44 ขยายเวลาให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรม เป็นสัญญาณชัดเจนในการมีพรรคการเมืองใหม่มาสนับสนุนพรรคทหาร และก็มีบทเรียนกันอยู่แล้วในอดีต เหมือนพรรคมนังคศิลา สหประชาไทย สามัคคีธรรม พรรคมาตุภูมิ ก็ไม่ตั้งเอง แต่สนับสนุนและก็มาเลือกเอาในสภา ทั้งหมดนี้จะต้องดำเนินไปสู่การเลือกตั้งอย่างแน่นอน เพราะโรดแมปยืดไม่ได้แล้ว