‘ภัทระ’ แจงยิบ ชวนจับตาสนช.ลงมติจันทร์นี้ เตือนคนเห็นชอบ ระวังปมขัดรธน.

24.12.17 | 17:46 น.

นายภัทระ คำพิทักษ์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่อยู่ร่วมในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมาย ป.ป.ช. ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊ก I-Mong Pattara Khumphitak ชวนจับตากรณีการเลื่อนลงมติกฎหมาย ป.ป.ช.เป็นวันจันทร์นี้ พร้อมเตือนระวังบางมาตราหากเห็นชอบอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า


วันจันทร์หน้านี้ สภาจะลงมติว่า เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตซึ่งเข้าใจว่า จะเป็นการลงมติราวๆ 130 ครั้ง ก่อนจะลงมติว่าเห็นชอบทั้งฉบับให้ประกาศใช้เป็นกฏหมายหรือไม่ ทั้งนี้เพราะมีการแก้ไขหลายจุดราวๆ 100 มาตรา

นี่เป็นครั้งแรกของสภาชุดนี้ที่ใช้เวลาพิจารณา อภิปรายและลงมติกฏหมายฉบับเดียวที่ใช้เวลาถึงสามวัน

จะว่าไปที่ประชุมสภาก็จะได้ลิ้มรสเดียวกันกับที่ผมได้เคยเจอมาในฐานะกรรมาธิการกฎหมายฉบับนี้

Advertisement

ถ้าเป็นกฏหมายอื่นที่โดนสังคม สมาชิกสภานิติบัญญัติ(สนช.) ฯลฯ คัดค้านก็คงไม่หนังเหนียวขนาดนี้ มีแต่ต้องถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขแต่กว่ากรรมการป.ป.ช.ชุดนี้จะยอมถอนมาตรา 37/1 เรื่องขออำนาจการดักฟัง ดักข้อมูลการติดต่อสื่อสารทางต่างๆออกไปนั้น เล่นเอาสภาเหนื่อยตามๆกัน คนค้านก็พูดจนน้ำลายแห้ง คนฟังๆก็ฟังกันจนเพลีย

ระหว่างพิจารณาช่วงหนึ่งผมหลบออกมารับประทานอาหารเลยได้เจอสนช.หลายท่านมาให้กำลังใจเลยสัมผัสได้ว่า ท่านเองก็เหนื่อยมากในการติดตามรับฟังการแสดงเหตุผลของทั้งสองฝ่ายเพราะมันมีรายละเอียดแง่มุมมากและกินเวลาต่อเนื่องยาวนานซึ่งก็ต้องขอขอบคุณท่านสนช.เหล่านนี้ด้วยที่ท่านได้ยืนหยัดปกป้องประโยชน์ของสาธารณะอย่างเต็มที่เช่นกัน

เมื่อเรื่องการดักฟัง ดักขัอมูล ล้วงตับ สะกดรอย แฝงตัว ถูกถอนออกไปแล้ว หลายมาตราที่ต้องโหวตในวันจันทร์นี้ก็จะเหลือแต่สามกลุ่มปัญหาใหญ่ๆคือ

1.เรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลป.ป.ช. เมื่อป.ป.ช.ได้อำนาจเพิ่มไปมาก มาตรการถ่วงดุลอย่างที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)เสนอไปในหลายมาตราหรือไม่

2.เรื่องการสร้างธรรมาภิบาลหรือหลักประกันความยุติธรรมให้กับข้าราชการ ป.ป.ช.ซึ่งเรื่องนี้มีหลักง่ายๆว่า กรธ.เสนอให้พนักงานไต่สวนต้องผ่านการเติบโตมาจากการเป็นผู้ช่วยพนักงานไต่สวนก่อน แต่กรรมการป.ป.ช.ตัองการให้บินมาจากไหนก็ได้มาเสียบเข้าข้างก็ได้หรือมาเสียบเป็นผู้บริหารก็ได้

3.บทเฉพาะกาลว่าด้วยวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน

ในการอภิปรายเรื่องนี้เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา มีสนช.เข้ารับฟังจำนวนมาก

กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่มาจากกรธ.ได้อภิปรายโดยเริ่มจาก รศ.เจษฏ์ โทณะวณิก ได้อภิปรายชี้ให้เห็นว่า การให้กรรมการป.ป.ช.อยู่ต่อโดยอาศัยบทบัญญัติมาตรา237 ของรัฐธรรมนูญซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในกรณีพระราชบัญญัติผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วว่า สนช.ทำได้นั้น เอาเข้าจริงแล้วเป็นไปโดยไม่ได้คำนึงถึงเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญซึ่งต้องดูประกอบกันด้วยและถ้าดูสองส่วนนี้ประกอบกันการให้กรรมการป.ป.ช.อยู่ต่อไป 9 ปีก็สุ่มเสี่ยงจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ผมเป็นคนอภิปรายถัดมาว่า นอกจากปัญหาที่อาจารย์เจษฏ์พูดแล้ว พึงตระหนักว่า มา
รา 178ที่เขียนให้ยกเว้นคุณสมบัติของคณะกรรมการป.ป.ช.เพื่อให้กรรมการป.ป.ช.อยู่ต่อไปตามวาระของกฏหมายเก่าแล้ว ในมาตรานี้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้เติมความต่อมาด้วยว่า “และลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11(1)และ (18) มิให้นำมาบังคับด้วย”

ผมได้เรียนให้ที่ประชุมสภาทราบว่า ถ้าท่านสมาขิกสนช.ทั้งหลายเห็นด้วยตามนี้ขอให้ตระหนักว่า นี่จะเป็นครั้งแรกที่สภาแห่งนี้จะออกกฏหมายให้มีการ “ยกเว้นลักษณะต้องห้ามเพื่อให้คนบางคนเพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ซึ่งเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและตั้งแต่การทำกฏหมายมาทุกฉบับที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับให้ใครดำรงตำแหน่งต่อไปเพียงไรที่เป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 2560 ก็ไม่เคยมีการยกเว้นในลักษณะนี้ให้กับใครหรือองค์กรใดมาก่อน”

ผมได้ตรวจสอบแล้วพบว่า แม้แต่ในร่างพ.ร.บ.ผู้ตรวจการแผ่นดินก็เป็นการยกเว้นแต่คุณสมบัติ ไม่ได้ยกเว้น “ลักษณะตัองห้าม”

ถามว่า “ลักษณะตัองห้าม”คืออะไร ลักษณะต้องห้ามก็คือ ลักษณะ 24 ประเภทที่ถือว่า ใครมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดตามนี้แล้ว ก็ย่อมเข้าข่ายตัองห้ามจะดำรงตำแหน่งนั่นๆ ลักษณะตัองห้ามนั้นมีอาทิ ติดยาเสพติด , เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ,อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ ,เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช ฯลฯ

ผมเรียนว่า ด้วยความสัตย์จริงตอนทำกฏหมายองค์กรอิสระต่างๆ กรธ.ไม่เคยหยิบยกชื่อใครขึ้นมาดูเป็นการเฉพาะว่าจะให้อยู่หรือใครจะไป มีแต่ว่าหลักการแต่เมื่อมีสองวงเล็บนี้โผล่มา ผมจึงสงสัยว่า คืออะไรก็ไปพบว่า (1) คือการยกเว้นคุณสมบัติเรื่องเป็นหรือเคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือกรรมการองค์กรอิสระมาก่อน ส่วน(18) คือ เป็นหรือเคยเป็น ส.ส. ส.ว.ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารทัองถิ่นในระยะสิบปีก่อนเข้ารับการสรรหา

แล้วใครคือ คนใน (1) และ (18) เมื่อตามไปค้นดูก็พบว่าเอกสารที่ทางสภาทำขึ้นชุดหนึ่งบอกไว้หมดว่าใครเป็นใคร (18) คือ พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.

ท่านผู้นี้เคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีซึ่งก็คือ ตำแหน่งข้าราชการการเมืองมาก่อนนั่นเอง และเอกสารของสภาก็ระบุว่า ท่านขาดคุณสมบัติ

เนื่องจากผมได้ขออนุญาติท่านประธานป.ป.ช.ไว้ก่อนแล้วว่า จะเอ่ยถึงท่านแต่จะเป็นไปตามข้อเท็จจริงเท่านั้น และท่านก็ได้รับทราบแล้ว ผมจึงขอเอ่ยถึงท่านเพียงผู้เดียว ส่วนอีกคนหนึ่งใน(1) นั้นผมไม่ขออนุญาตท่านไว้จึงขอไม่เอ่ยถึง แต่ถามจากอดีตกรรมการป.ป.ช.แล้วทราบว่า ท่านตาม(1)นั้นเคยดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระมาก่อน

ปัญหาคือ การเขียนแบบนี้คือ การเขียนกฏหมายแบบเอาลูกไปฆ่าแม่ คือ เอากฏหมายระดับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไปยกเว้นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ผมได้ตรวจสอบแล้วพบว่า พ.ร.บ.ผู้ตรวจการแผ่นดินก็มีการยกเว้นคุณสมบัติแต่”มิได้ยกเว้นลักษณะตัองห้าม” เอาไว้แต่เนื่องจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินอยู่เดิมไม่มีลักษณะต้องห้ามจึงไม่มีปัญหาเหมือนกับกรรมการป.ป.ช.สองท่านนี้ที่มีลักษณะต้องห้ามอย่างชัดเจน

ที่สำคัญเมื่อสนช.สงเรื่องผู้ตรวจการแผ่นดินไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยเรื่องอื่นรวมทั้งเรื่องคุณสมบัติโดยมิได้เอ่ยถึงเรื่องลักษณะต้องห้ามเลย

ฉะนั้นใครจะรับประกันได้ว่า เรื่องนี้จะไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ?

ผมได้ขอให้สนช.พลิกดูมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญซึ่งความที่บัญญัติไว้เป็นวรรคท้ายของมาตรานั้นระบุชัดว่า การตรากฏหมายนั้นต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีหนึ่งกรณีใดหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ แม้การเขียนมาตรา 178 ของร่างพ.ร.บ.ป.ป.ช.ที่เสนอมานี้จะเป็นการเขียนลักษณะทั่วไปแต่เมื่อส่องลงไปดูความหมายของ (1) และ(18) แล้ว มันคือ การจำเพาะตัวบุคคลเลยว่า คือใคร

ฉะนั้นจึงมีคำถามว่า ควรจะออกกฏหมายแบบนี้หรือไม่ ?

ควรแล้วหรือที่จะเห็นชอบตามที่เสนอมานี้ ?

ถ้าสนช.เห็นชอบก็ให้ระลึกว่า กำลังจะทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกคือ กรรมการป.ป.ช.สองท่านนี้จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่เพราะผู้ถูกชี้มูลหรือตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือเป็นจำเลยล้วนแต่จะร้องได้ว่า สองท่านนี้ขาดคุณสมบัติอันเนื่องมาจากมีลักษณะต้องห้ามแล้วจะสามารถลงมติชี้มูลใครได้ สอบสวนใครได้ การลงมติของป.ป.ช. จะเป็นไปด้วยความยุ่งยาก

ฉะนั้น การทำงานของป.ป.ช.ในอนาคตจะมีปัญหามากอย่างแน่นอน

ถ้าสภาส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีก ก็จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญตกอยู่ในสภาพพันหลักเพราะต้องวินิจฉัยเรื่องที่มีลักษณะเรื่องของตัวเองโดยตรง

แล้วศาลรัฐธรรมนูญควรวินิจฉัยหรือไม่ ฯลฯ

ฉะนั้นถ้าสนช.เห็นชอบมาตรานี้ก็พึงระลึกว่า เป็นการลงมติที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นการออกกฏหมายระดับพระราชบัญญัติไปยกเว้นรัฐธรรมนูญและทำให้เกิดปัญหาในการบริหารราชการและจะก่อให้เกิดวิกฤตทางการเมืองในอนาคต

หลังผมอภิปรายมีสนช. 3 ท่านอภิปรายไปในทำนองว่า ไม่มีปัญหาหรอก บางท่านว่า ศาลรัฐธรรมนูญรับรองมาแล้วไม่มีปัญหา อาจารย์วิชา มหาคุณ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยจากกรธ.อีกคนจึงอ่านคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญให้ฟังเพื่อยืนยันว่า ในคำพิพากษานั้นไม่ได้กล่าวรับรองว่ายกเว้นเรื่องลักษณะต้องห้ามเอาไว้เลยซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะขัดรัฐธรรมนูญ

การอภิปรายแสดงแง่มุมปัญหาและนำเรียนข้อมูลให้สนช.ทราบแบบนี้ทำให้ สนช.บางท่านอย่างท่านมณเฑียร บุญตัน ได้อภิปรายว่า มีเหตุผลทั้งสองข้างตัดสินใจไม่ได้ว่าจะลงมติแบบไหน และสนช.บางท่านที่ลุกขึ้นมาอภิปรายยืนยันสภามั่นใจได้ว่า ไม่มีปัญหานั้นก็ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า สิ่งที่คุณภัทระ อภิปรายอาจจะทำให้สมาชิกตกอกตกใจ

จะด้วยเหตุอะไรไม่ทราบ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เลื่อนการลงมติไปเป็นวันจันทร์ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า สภาจะลงมติกันแบบไหนอย่างไรแต่ประเด็นการลงมติและแง่มุมปมปัญหาก็จะเป็นอย่างที่เล่ามานี่ล่ะครับ

ขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจนะครับ