‘นักวิชาการ’ฟันธงท่าทีกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ’พบค่อนทาง’แก้ รธน.ตาม คสช.

21.03.16 | 15:00 น.
พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ-วิโรจน์ อาลี-ชำนาญ จันทร์เรือง

ความเห็นนักวิชาการกรณีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน จะหารือข้อเสนอแนะของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เกี่ยวกับการเขียนรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล ว่าจะออกทางไหน ระหว่าง 3 แนวทาง 1.ไม่เอาเลย 2.เห็นด้วยหมด 3.พบกันครึ่งทาง

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ

ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า

แนวทางที่จะไม่เอาเลยคงเลิกคิดไปได้ ส่วนครึ่งทางก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้หรือเปล่า น่าจะค่อนทางมากกว่าจะต่อรองได้ น่าจะติดอยู่เรื่องเดียวคือ ส.ว. ขอให้มีปลัด กระทรวง ผบ.เหล่าทัพ กับ คสช.สามารถมาเป็น ส.ว.ได้ เป็นการว่ากันถึงเรื่องอนาคต 6 คน เมื่อหมดวาระแล้วก็ยังไม่รู้ว่าใครจะได้ขึ้นเป็น ผบ.เหล่าทัพจะเข้าเป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง ส่วน คสช.ที่สามารถเข้าเป็น ส.ว.ได้ คสช.ก็มีทั้งข้าราชการและไม่ใช่ข้าราชการว่าจะเอาเข้าขนาดไหนกี่เปอร์เซ็นต์ ยังไม่รู้จะตกลงยังไง และจำนวน ส.ว. 250 คน สิ่งที่ไม่เห็นคือการที่บอกว่าสรรหานั้นต้องดูกรรมการสรรหาเป็นหลัก ว่าจะเป็นใคร ความชอบธรรมของ ส.ว.สรรหาขึ้นอยู่กับกรรมการสรรหา

เรื่องอำนาจหน้าที่ของ ส.ว.ก็พูดคุยเหมือนกันว่า เดิมอำนาจอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่เขายอมลดบทบาทอำนาจหน้าที่ตรงนี้ เดิมคณะกรรมาธิการการเมืองก็ดูเหมือนอยากให้เอาอำนาจหน้าที่ออกมาให้ ส.ว.เป็นคนดูแล ตรงนี้จะก้ำกึ่งเหมือนถ่ายโอนอำนาจจากศาลรัฐธรรมนูญมาอยู่กับ ส.ว.สรรหามาก ก็ลำบากเหมือนกัน ขึ้นอยู่ว่าเขาจะเลือกทางเดินอย่างไร ให้ ส.ว.สรรหากลั่นกรองกฎหมายอย่างเดียวหรือให้มีอำนาจในการถอดถอนซักฟอกด้วยหรือไม่ แต่ดูตามที่ คสช.เสนอมา ดูเหมือนว่าใน 5 ปีนี้เขาคงไม่อยากให้มีอะไรอย่างนี้ เรื่องถอดถอนซักฟอกอะไรคงไม่มีใน 5 ปีแรก

การให้ ผบ.เหล่าทัพมานั่ง ส.ว. เป็นความกังวลใจของ คสช. เขาจะได้เข้ามาดูด้วย เพราะยังไม่มั่นใจว่าเมื่อกลับไปเปิดให้เลือกตั้งจะขัดแย้งกันเหมือนเดิมหรือไม่

Advertisement

ไม่มีโอกาสเลย กรธ.จะปฏิเสธทุกข้อเสนอ ปิดประตูอยู่แล้ว เขาก็คงรู้กันอยู่แล้วมั้ง เขาคงมีการคุยกันอยู่แล้ว ไม่รับเลยคงเป็นไปไม่ได้ เขาคงมีทางออกอยู่แล้ว

การที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ พูดว่าเป็นข้อเสนอจากคนรับผิดชอบบ้านเมืองจึงต้องให้น้ำหนัก ท่านก็เป็น คสช.อยู่แล้วท่านก็ต้องให้น้ำหนักกับพวกท่านแหละ คิดว่าข้อเสนอคงผ่านหมดทุกเรื่อง

วิโรจน์ อาลี

รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คงเป็นทางเลือกที่ 3 พบกันครึ่งทาง แต่คงไม่ใช่ดีที่สุด ถ้าดีที่สุดต้องให้เป็นไปตามหลักการสากล ใช้เหตุผลในการชั่งน้ำหนัก ไม่ใช่การพบกันครึ่งทางอย่างนี้ ไม่เป็นไปตามหลักการจะเป็นแค่เรื่องการเมืองเท่านั้นเอง

แย่ที่สุดคือรับหมดเลย คงไม่ได้ เพราะ กรธ.มีหลักการอยู่แล้วว่าทำไมจึงร่างให้มีบัตรเลือกตั้งใบเดียว มีระบบการเลือกตั้งแบบนับคะแนนผู้แพ้ ผิดหลักการในตัวเองอยู่แล้ว แต่สิ่งควรต้องทำคือ ไม่ควรเร่งรัดในเวลาสั้นจนเกินไป จะทำอย่างไรให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการอภิปรายอย่างตรงไปตรงมาถึงผลดีผลเสียของ 1.ระบบ กรธ.เขียนขึ้น 2.ระบบ คสช.เสนอ สะท้อนความต้องการของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน

ข้อเสนอ คสช. 3 เรื่อง เป็นเรื่องใหญ่หมดเลย 1.เรื่องนายกฯไม่เป็น ส.ส.ไม่ต้องเสนอชื่อจะเป็นคนนอกได้ใช่ไหม 2.บัตรเลือกตั้ง คิดว่าดีกว่าใบเดียวอยู่แล้ว ตัดประเด็นเรื่องการเอาคะแนนแพ้มานับไป เป็นสิ่งที่เราใช้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาหลายครั้ง แต่จะมีประเด็นว่าเขตใหญ่ให้คนลงได้คนเดียวแต่ให้มี ส.ส. 3 คนต่อ 1 เขต ทำให้พรรคใหญ่กุมเสียงข้างมากอ่อนกำลังลง 3.เรื่อง ส.ว. ผิดหลักการทั้ง 2 แบบ คือ แบบแรกเลือกกันเองในสาขาอาชีพยังเป็นปัญหาว่าอะไรคือสาขาอาชีพและมีการเลือกข้ามสายอาชีพ ไม่แน่ใจว่าจะตอบสนองการเป็นตัวแทนได้จริงหรือเปล่า ส.ว.จำเป็นต้องเป็นตัวแทนของสาขาอาชีพเหรอ หน้าที่จริงๆ คือการถ่วงดุลและตรวจสอบกฎหมายให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ในระบอบประชาธิปไตย มีการกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง การให้คนไม่กี่สาขาอาชีพมาเป็นตัวแทน ไม่แน่ใจว่าตอบสนองความต้องการของประชาชนมากน้อยแค่ไหน แบบที่สองให้สรรหามาเลย 250 คน มีตำแหน่งล็อกไว้สำหรับ ผบ.เหล่าทัพ แล้วที่เหลือตั้งคณะกรรมการ 8-10 คนเลือกเข้ามา อันนี้ผิดเจตนารมณ์แน่นอน แม้ในประเทศอ้างกันบ่อยๆ เช่น อังกฤษ เขาบอกว่ามาจากการแต่งตั้ง อย่างน้อยก็มาจากการยึดโยงจากประชาชน

ข้อเสนอ กรธ.จะตอบสนองได้ง่ายหน่อย คือ 1.ระบบบัตร 2 ใบ เราคุ้นชินทำมานานแล้วไม่มีปัญหาอะไร สามารถเอาเข้ามาใช้ได้ ระบบการเลือกตั้ง การทิ้งสัดส่วนผสมแล้วใช้เป็น 1 เขต 3 เบอร์ยังพออะลุ่มอล่วยรับได้ เป็นสิ่งน่าจะได้ประโยชน์ 2.เรื่องการเสนอชื่อนายกฯต้องสังกัดพรรคการเมือง 3 คนต่อพรรค ก็ยังโอเค แต่ตามมารยาททางการเมืองก็ควรจะเป็นหัวหน้าพรรคคนเดียว สามารถมีความชัดเจนว่าถ้าได้เสียงข้างมากแล้วจะได้เป็นนายกฯทำให้ประชาชนรับรู้เลยว่าเป็นคนนี้ เพราะส่วนหนึ่งประชาชนเลือกก็อาจจะอยากได้บุคคลนั้นด้วย แต่การให้เสนอ 3 คน หรือกรณีของ คสช.บอกว่าไม่ต้องเปิดเผยเลย จะทำให้การให้ความสนใจต่อตัวผู้แทนลดลง เปิดช่องให้บุคคลภายนอกเข้ามาได้มากกว่า ถ้าจะให้เลือกคือไม่ต้องมีเลย ให้เป็นไปตามธรรมเนียมการเมืองเรารู้กันอยู่ ก็คือหัวหน้าพรรคขึ้นมาและต้องเป็น ส.ส.ด้วย แต่ถ้าเราไม่ต้องการธรรมเนียมนั้น แล้วให้เลือกระหว่างข้อเสนอของ กรธ.มี 3 คนกับข้อเสนอของ คสช.ไม่ต้องมีเลยให้มาเปิดเอาทีหลัง คิดว่าเอาข้อเสนอของ กรธ.ดีกว่า อย่างน้อยก็เห็นหน้าค่าตาว่าเป็นใคร และถูกสังคมตรวจสอบระดับหนึ่ง

หาก กรธ.จะปฏิเสธทุกข้อเสนอ ถ้าเป็นไปได้ก็ดี เพราะหาก คสช.ต้องการอย่างนี้แต่แรกก็เสนอเป็นกรอบให้ กรธ.เลย และระหว่าง กรธ.ร่างก็เปิดออกมาให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ จะเดินหน้าหรือถอยก็ให้สังคมช่วยเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งตัว กรธ.คิดว่าตัวเองทำงานมีอิสระในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา แต่เอาเข้าจริงแล้วไม่มี ยิ่งเป็นการหักหาญน้ำใจทั้งตัว กรธ.และหักหาญน้ำใจประชาชน ที่ผ่านมาเรามีการวิพากษ์วิจารณ์หลายประเด็นในวงกว้าง การทำแบบนี้จะสร้างวัฒนธรรมยัดไส้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ก่อให้เกิดผลดีในระยะยาว

แม้วันนี้ยังไม่มีใครออกมาต้านมาก เนื่องจากสภาวะทางการเมือง แต่วันหนึ่งที่ คสช.ออกไปแล้วเปิดระบอบประชาธิปไตย ปัญหาแบบนี้จะกลายเป็นวิกฤตรัฐธรรมนูญในที่สุด นำมาสู่ความขัดแย้งทางการเมืองอีก ยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดูเหมือนว่าไม่เปิดทางให้แก้ไขได้ง่ายนัก จะยิ่งกลายเป็นปัญหาหนัก

ชำนาญ จันทร์เรือง

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์

คิดว่าคงออกแนวทางที่ 3 พบกันครึ่งทาง เพราะว่าถ้าปฏิเสธหมดคงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็พูดชัดเจนอยู่แล้วว่าเขามีหน้าที่รับผิดชอบบ้านเมือง ความเห็นเขาก็ต้องมีน้ำหนัก ส่วนเอาต์โหมดก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วเพราะขัดกับหลักการใหญ่ ถึงแม้จะเป็นบทเฉพาะกาลก็ตาม บางอย่างก็ต้องยอมในหลักการใหญ่ของรัฐธรรมนูญ ส่วนที่บอกว่าในระยะนี้ไม่ให้ใช้มาตรานี้ มาตรานั้น ก็จะโยงไปโยงมาจนพันกันทำให้เสียกระบวนการทั้งฉบับ ก็คงออกแนวทางที่ 3

ทั้งนี้แนวทางที่ 3 คงไม่ใช่ครึ่งทาง ผมว่าคงจะเป็นค่อนทางนั่นแหละ อย่างน้อยที่สุดอย่างเรื่องระบบเลือกตั้งที่เขาภาคภูมิใจเสนอเป็นไฮไลต์ของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีบัตรเลือกตั้งใบเดียว ตอนนี้เขาเสนอให้เป็นสองใบ อันนี้อาจจะขัด กรธ.อาจจะไม่เอา เพราะไม่อย่างนั้นพอครบเลือกตั้งอีกครั้งก็ต้องเปลี่ยนระบบเยอะ

ส่วนเรื่อง ผบ.เหล่าทัพที่มานั่ง ส.ว. โดยตำแหน่งอะไรต่างๆ นานาเลียนแบบพม่ามาทั้งนั้น ใครมีตำแหน่งก็เอาเข้ามา ไม่มีผลอะไรหรอก เพราะว่าจริงๆ แล้ว ส.ว.ที่ คสช.ตั้งไป 250 คน เขาตั้งใครก็ได้ ก็เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2521 แต่งตั้งหมด ขาดอยู่อย่างเดียวเท่านั้นคือนายกรัฐมนตรีเท่านั้นเอง ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2521 นอกนั้นก็เหมือนกันหมด ทั้งเรื่องอำนาจการถอดถอน เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ที่บอกว่าเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2521 นั้น รัฐธรรมนูญปี 2521 มีข้อเสียคือใช้ข้าราชการประจำมาเป็นข้าราชการการเมืองได้ มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ โดยหลักการบริหารงานแบบประชาธิปไตยไม่ว่าจะเต็มใบหรือเสี้ยวใบนั้น ฝ่ายการเมืองต้องคุมข้าราชการประจำ จะให้ข้าราชการประจำมาคุมการเมืองไม่ได้ ถ้าจะมาก็ต้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองมาก่อน

ส่วนแนวทางไม่เอาข้อเสนอ คสช.นั้น เป็นไปไม่ได้เลย ยังไงก็ต้องเอา เพียงแค่เอามากหรือเอาน้อย อีกอย่าง พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เขาก็บอกแล้วว่าให้ประชาชนตัดสินในประชามติว่าจะเอาบทเฉพาะกาลแบบนี้ไหม จริงๆ ไม่ใช่แค่บทเฉพาะกาลหรอก แต่เป็นทั้งฉบับ แสดงว่าเขาก็มีความมั่นใจในสายข่าวของเขาพอสมควรว่า สถานการณ์ประชามติสามารถพลิกผันได้ตลอดเวลา อย่าลืมว่าเป็นการชี้ชะตา คสช.ด้วย ถ้าออกมาว่าไม่เอา ไม่ใช่แค่ไม่เอารัฐธรรมนูญแต่ไม่เอา คสช.ด้วย

ข้อเสนอ คสช.ที่ถูกมองว่าเป็นการต่ออำนาจ ก็เป็นเกมการเมืองธรรมดาเขาพอคืบก็ไปศอก ศอกก็ไปวา เขาก็พยายามยึดให้ได้มากที่สุด เพราะมองว่าถ้าปล่อยให้เลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ เมื่อประเมินแล้วคงไม่สามารถตัดขั้วอำนาจเดิมได้ คงต้องดองให้ได้อย่างน้อยที่สุดก็ 5 ปี ส.ส. 4 ปี ส.ว. 5 ปี พอเข้าสมัยที่สองก็กลายเป็น 8 ปี คิดว่า 8 ปี ยังไงก็คงทำหมันหรือฆ่าตัดตอนกลุ่มอำนาจเก่า

เขาอาจจะคาดผิด เพราะโลกไปไกลแล้ว นี่ไม่ใช่ยุคปี 2521 แล้ว