ไม่ว่าคสช.จะมีเจตนาและเป้าหมายใดในทางการเมืองต่อการตราคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560
รีเซ็ต และ เซ็ตซีโร พรรคการเมือง
แต่ผลอันเกิดตามมาและจะเคยคาดหมายเอาไว้หรือไม่ คือ
ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างพรรคการเมือง “เก่า”
เสียงร้องของพรรคเหล่านี้เป็นเสียงเดียวกัน
ไม่ว่าจะดังมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะดังมาจากพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าจะดังมาจากพรรคเพื่อไทย
ล้วนเป็นน้ำเสียงแห่งความหงุดหงิด ไม่พอใจ
กลายเป็นว่าคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 ก่อให้เกิดความสามัคคีระหว่างพรรคการเมือง “เก่า” อย่างคึกคัก
เพียงแต่ความไม่พอใจรวมศูนย์ไปยัง “คสช.” เท่านั้น
คงจำกันได้ว่าได้มีความพยายามในการสร้างความปรองดองในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รับผิดชอบ
ถือฤกษ์เอา วันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันเริ่มต้นและตั้งความหวังว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นได้นำเสนอเป็นสัญญาประชาคมในวันสงกรานต์ 13 เมษายน
มีการเชิญคู่ความขัดแย้งโดยเฉพาะพรรคการเมืองเข้าสำนัก งานปลัดกระทรวงกลาโหม
มอบหมายผบ.ทบ.ให้เป็นคนสรุป รวบยอด
บรรยากาศคึกคักอย่างยิ่ง ทุกฝ่ายล้วนมอบความหวังและเชื่อมั่นว่า “พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์” จะทำได้สำเร็จ
ต่อเมื่อมีคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ความปรองดองก็ปรากฏให้เห็นระหว่างพรรคการเมือง
งดงามตามความต้องการครบถ้วน
จะแตกต่างก็เพียงแต่ความสามัคคีปรองดองของพรรคการเมือง
ล้วนมีเป้าหมายอย่างเดียวกัน
นั่นก็คือ หงุดหงิดต่อ “คสช.”
ข้อเสนอจาก นายพิชัย รัตตกุล ที่อยากเห็นพรรคการเมืองจับมือกันเพื่อต้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก” เริ่มมีเค้าลางเห็นอย่างเด่นชัด
เพราะว่า “คนนอก” นั้นคือ “คสช.”

