ไม่จำเป็นต้องเป็น หมอทรัพย์ สวนพลู ไม่จำเป็นต้องเป็น บุศรินทร์ ปัทมาคม ก็มองภาพทางการเมืองออก
ปี 2561 ต้องร้อนแรงอย่างแน่นอน
เพียงสัมผัสการออกมาแถลง 2 วันซ้อนในเรื่องคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็อ่านได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ยิ่งเห็นอาการของ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ประสานเข้ากับ นายวีระ สมความคิด
ก็แทบไม่ต้องแปลกใจแม้แต่น้อย
หากมองตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 มองตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 ก็ย่อมรู้
นี่คือ ปรากฏการณ์”แตก”จาก”ภายใน”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนอยู่กับรัฐประหารมาอย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากเป้าหมายของการรัฐประหาร
คือ ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย
ก่อนเดือนกันยายน 2549 อาจแตะเบาๆ ก่อนเดือนพฤษภาคม 2557 ขึ้นเวทีเป่านกหวีดกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
เช่นเดียวกับ น.ส.รสนา โตสิตระกูล นายวีระ สมความคิด
แต่มาถึงปลายเดือนธันวาคม 2560 น้ำเสียงของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อคสช.รุนแรง แข็งกร้าว
ระบุ การใช้ม.44 พร่ำเพรื่อ ไม้หลักปักเลน
นายวีระ สมความคิด ถึงกับเสนอชื่อ ตูน บอดี้สแลม เข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี
น.ส.รสนา โตสิตระกูล จะไม่ร่วม”สังฆกรรม”กับคสช.
นี่คือ สถานการณ์อย่างที่เรียกว่า แยก แตกตัว ออกมาจากคสช.อย่างเด่นชัด
ความหวังของคสช.ที่เหลืออยู่ภายหลังการปรับครม.”ประยุทธ์ 5″ อยู่ที่การแก้ปัญหาทาง “เศรษฐกิจ”วางน้ำหนักกับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เต็มเปี่ยม
หากราคายางพาราทะยานไปยัง 80 บาท หากราคาข้าวสร้างความสุขสมหวังให้กับชาวนา หากราคาปาล์มน้ำมันไม่รูดลงรูดลง นั่นคือ ความสำเร็จ
แต่ถ้ามีแต่ลง ไม่มีขึ้น การแยกและแตกตัวจากภายในคสช.จะยิ่งขยายวงและร้อนแรงในปี 2561

