ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนหนังสือเรื่องลึก ใต้ตึกโดม 2553-2560 พิมพ์ครั้งแรกเดือน พฤศจิกายน โดยโรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับประสบการณ์ในตำแหน่งอธิการบดี พร้อมตอบโต้กรณีมีการกล่าวหาตนเองในสถานการณ์ต่างๆ
ศ.ดร.สมคิด ระบุในคำนำว่า หนังสือ “เรื่องลึกใต้ตึกโดม” เล่มนี้เขียนขึ้นเพื่อเล่าประสบการณ์ตลอด 7 ปี ที่ผู้เขียนดํารงตําแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อให้ผู้อ่านได้อ่านแบบ บันเทิงไม่เครียดเหมือนตําราทางวิชาการหลายเรื่อง ผู้เขียนพยายามอธิบายให้ผู้อ่าน เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มิใช่ “มโน” จากการรับฟังปากต่อปากหรือจากหน้า ข่าวสารสื่อมวลชน หลายเรื่องผู้เขียนใช้โอกาส “ตอบโต้” เรื่องที่มีผู้กล่าวหาผู้เขียนไปด้วย
โดยหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือกรณีการหนีไปต่างประเทศของดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นผู้ต้องหาคดีความมั่นคงของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. จนต้องลาออกจากการเป็นอาจารย์ และมีการฟ้องร้องต่อสู้กันในศาลปกครอง
ศ.ดร.สมคิด ชี้แจงกรณีดังกล่าว ระบุช่วงหนึ่งว่า
กรณีหนึ่งที่ผมโดนโจมตีมากก็คือ การไล่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ออกจากราชการ เรื่องนี้ก็มีข้อเท็จจริงอยู่ว่า อาจารย์สมศักดิ์คัดค้านการรัฐประหาร เมื่อมีการรัฐประหารปีพ.ศ. 2557 เกิดขึ้น อาจารย์สมศักดิ์ก็หายไปจากธรรมศาสตร์ ไม่มาสอนหนังสืออีกเลย อาจารย์สมศักดิ์พยายามให้คนติดต่อเพื่อขอลาปลอดการสอนไปทําวิจัย ที่เราเรียกกันว่า Sabbatical leave แต่เมื่อยื่นเรื่องก็มีการตรวจสอบพบว่า อาจารย์สมศักดิ์เคยลา Sabbatical leave มาก่อน เมื่อเกือบสิบปีที่แล้วโดยไม่ส่งผลงานซึ่งเป็นเงื่อนไขสําคัญของการ Sabbatical leave การขอ Sabbatical leave ใหม่จึงทําไม่ได้ต่อมาอาจารย์สมศักดิ์ก็ให้คนติดต่อมหาวิทยาลัยอีก คราวนี้ขอทําเรื่องว่ายกเลิก Sabbatical leave คราวแรก เพราะไม่มีการ Sabbatical leave จริง โดยในช่วงดังกล่าวอาจารย์สมศักดิ์ยังมาทํางานตลอดเวลาเนื่องจากเวลาล่วงเลยมาเกือบ 10 ปีไม่มีทางพิสูจน์อะไรได้เลย ผมจึงไม่กล้าที่จะสั่งยกเลิกการ Sabbatical leave ครั้งแรกได้แต่ได้แนะนําผ่านคนรู้จักให้อาจารย์สมศักดิ์ลาออกจากราชการแทน มีรองอธิการบดีของผมคนหนึ่งซึ่งรู้จักอาจารย์สมศักดิ์ด้วยได้ขอให้ผมช่วยเซ็นคําสั่งยกเลิกการ Sabbatical leave ครั้งแรก ผมก็ตอบไปตรงๆ ว่าผมทําไม่ได้และบอกอาจารย์ท่านนั้นว่า หากอาจารย์จะทําหรือมีอาจารย์คนอื่นที่พร้อมจะเซ็นอนุมัติผมก็พร้อมจะลาราชการ 1 วันแล้วแต่งตั้งคนที่พร้อมจะเซ็นเป็นรักษาการอธิการบดีแต่ผมก็ไม่เห็นมีใครพร้อมซักคน จนเวลาล่วงเลยไปหลายเดือน อาจารย์สมศักดิ์ก็ให้คนมาติดต่อขอลาออกจากราชการภายหลังจากขาดราชการไปแล้วเกือบ 200 วัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลก็รายงานว่าในกรณีนี้เป็นการขาดราชการเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรซึ่งต้องตั้งกรรมการสอบสวนลงโทษทางวินัย ผมก็ไม่มีทางเลือกอย่างอื่น เพราะข้อเท็จจริงก็ชัดเจนว่าอาจารย์สมศักดิ์ไม่ได้มาทํางานเลย กรรมการสอบสวนก็เสนอผมให้ไล่ออก จากราชการ เพราะมีมติครม. ว่าการขาดราชการเกินกว่า 15 วันโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นความผิดทางวินัยร้ายแรง จะต้องไล่ออกเท่านั้น
เมื่อผมออกคําสั่งตามความเห็นของกรรมการสอบสวนและนําเข้าที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยก็มีมติไปตามนั้น ต่อมาอาจารย์สมศักดิ์ฟ้องมหาวิทยาลัยที่ศาลปกครองโดยอ้างว่า การหลบหนีคณะรัฐประหารไปต่างประเทศเป็นการขาดราชการโดยมีเหตุผลอันสมควร ศาลปกครองชั้นต้นตัดสินให้อาจารย์สมศักดิ์ชนะ แต่ไม่ใช่เพราะเป็นเหตุผลอันสมควรดังกล่าว แต่ศาลตัดสินว่าการที่คณะศิลปศาสตร์อนุญาตให้อาจารย์สมศักดิ์ไปต่างประเทศได้แม้อธิการบดีซึ่งเป็นผู้มีอํานาจอนุมัติจะยังไม่ อนุมัติก็ตาม ถือว่าเป็นการอนุมัติที่ชอบแล้ว จึงไม่ใช่การขาดราชการ มหาวิทยาลัยไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด แต่ที่น่าแปลกใจคืออาจารย์สมศักดิ์ซึ่งชนะคดีก็ขออุทธรณ์ด้วยในประเด็นการหลบหนีคณะรัฐประหารไปต่างประเทศว่าเป็นการขาดราชการโดยมีเหตุผลอันสมควร
ผมรู้จักอาจารย์สมศักดิ์มานาน ผมเรียกอาจารย์สมศักดิ์ว่า “พี่โต” ผมโชคร้ายที่มารับตําแหน่งอธิการบดีในช่วงที่อาจารย์สมศักดิ์ขาดราชการ จึงต้องตั้งกรรมการสอบสวน จึงต้องมีคําสั่งไล่ออก จึงต้องอุทธรณ์ทั้ง ๆ ที่ผมไม่อยากทําเช่นนั้นเลย ผมน้ำตาซึมเมื่ออ่านจดหมายอาจารย์สมศักดิ์ที่เสียใจที่ไม่ได้กลับมาเยี่ยมแม่ที่ชราภาพ ผมอ่านข้อเขียนอาจารย์ที่ต่อว่าผมว่าไม่ช่วยโดยเฉพาะการปรับโทษจากไล่ออกเป็นปลดออกด้วยความเสียใจ ผมไม่เคยคิดแค้นเคืองหรือโกรธอาจารย์สมศักดิ์ใดๆ ทั้งสิ้น ตรงกันข้ามผมยอมรับข้อวิพากษ์วิจารณ์ทุกอย่างที่อาจารย์สมศักดิ์มีต่อผม แต่ไม่รับคําวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ ของกลุ่มอาจารย์ที่ผมเอ่ยนามมาตอนต้นที่ว่าร้ายผมในเรื่องที่เกี่ยวกับอาจารย์ สมศักดิ์โดยไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆ ทั้งสิ้น
นอกจากกลุ่มนักการเมืองที่มีสีเสื้อชัดเจน และอาจารย์กลุ่มหนึ่งที่มักตอดเล็กตอดน้อยตลอดเวลาดังที่ผมได้เล่ามาแล้ว ยังมีนักวิชาการที่อาศัยอยู่ต่างประเทศนาน ๆ ทีก็เข้ามาปาฐกถาในประเทศไทย จับแพะชนแกะกล่าวหาว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แจ้งตํารวจเพื่อมาจับนักศึกษาที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่เป็นความจริง ผมอาจไม่เห็นด้วยกับนักศึกษาในเรื่องที่นักศึกษาบางกลุ่มบางเหล่าทํา แต่ผมก็ไม่ใช่พวกใจทมิฬหินชาติที่จะเอาใครมาจับนักศึกษาไปผมรู้ดีว่านักศึกษาธรรมศาสตร์รักประชาธิปไตย ผมรู้ดีว่านักศึกษามีพลังสร้างสรรค์
และผมก็รู้ดีกว่านักศึกษายังมีประสบการณ์น้อย เมื่อโตขึ้นก็จะมีมุมมองและทัศนคติที่ต่างไป การกล่าวว่าว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นมหาอวิชชาลัยจึงเป็นการพูดที่“เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรือมหาวิทยาลัยในประเทศไทยไม่ได้เลวร้ายกว่ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศหรอกครับ การไปสอนในมหาวิทยาลัยต่างประเทศไม่ได้หมายถึงการให้สิทธิวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็ได้ต่อมหาวิทยาลัยที่สอนคนคนนั้นมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก มีอธิการบดีที่เป็นผู้อภิวัฒน์มีอธิการบดีที่เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร มีอธิการบดีที่ต้องไปรับตําแหน่งนายกรัฐมนตรีมีอธิการบดีที่เป็นคนดีรางวัลแมกไซไซมีอธิการบดีที่เพ้อฝัน แต่ถึงเวลาทําจริงก็ไม่ได้ทําอะไร ฯลฯ ผมไม่เชื่อว่าธรรมศาสตร์ตกต่ำ ผมไม่เชื่อว่าธรรมศาสตร์ไม่มีประชาธิปไตย ผมไม่เชื่อว่า ธรรมศาสตร์ เป็นมหาอวิชชาลัย ผมอยู่กับความจริง ผมอยู่กับธรรมศาสตร์และ ผมรู้ว่าธรรมศาสตร์รุดไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
ผมเห็นด้วยกับ Winston Churchill ที่เคยกล่าวไว้ว่า “You will never reach your destination if you stop and throw stones at every dog that barks” ผมจึงทําใจสงบ มุ่งหน้าทําสิ่งที่ถูกต้องและหวังว่าผลงานที่ทําจะผลิดอกออกผลในอนาคตอันใกล้โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังเมื่อผมพ้นตําแหน่งไป
ทั้งนี้ สมศักดิ์ ได้เคยเขียนถึงเรื่องดังกล่าว ไว้เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2559 ในเฟสบุ๊ก ว่า
กรณีศาลปกครองตัดสินโมฆะคำสั่งไล่ผมออกจากราชการ
ผมไม่กระตือรือร้นหรือรีบร้อนเขียนเรื่องคำตัดสินของศาลปกครองที่ให้โมฆะคำสั่งไล่ผมออกจากราชการของคุณ สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ. ด้วยเหตุผล 2-3 อย่าง อย่างหนึ่งคือ แม้เรื่องนี้เป็นประเด็นสาธารณะ ที่ผมเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบราชการ แต่ยังไงมันก็เป็นเรื่องความเดือดร้อนของผม และการเขียนเรื่องความเดือดร้อนตัวเองในขณะที่มีเรื่องเดือดร้อนของคนอื่นๆเต็มบ้านเต็มเมืองแบบนี้ ผมก็ไม่ค่อยถนัด
อีกอย่างคือ ต้องสารภาพตรงๆว่า ผมออกจะรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับเรื่องนี้เต็มที เพราะเห็นว่าเรื่องนี้ควรจะ “จบ” หรือยุติไปเป็นปีแล้ว (ความจริง ไม่ควรต้องเป็นเรื่องแต่แรกแล้ว ดังผมจะอธิบายต่อไป) และแม้แต่ตอนมีคำตัดสินของศาลปกครองออกมาวันแรก ผมก็สังหรณ์ว่า เรื่องอาจจะยังไม่จบ เพราะคุณสมคิด และ มธ อาจจะไม่ยอมจบ ไม่กี่วันต่อมา ตามข่าวการให้สัมภาษณ์ของคุณสมคิด ก็ดูท่าเป็นไปได้ที่เรื่องจะยืดเยื้อไปอีกเป็นปี
ผมพูดแบบจริงใจเลยว่า นี่เป็นอะไรที่ผมไม่เข้าใจจริงๆ ใครที่เคยคุยส่วนตัวกับผมเรื่องนี้หลายคน สามารถยืนยันได้ว่า ทุกครั้ง ผมแสดงความงงมากๆว่า ทำไมคุณสมคิด จึงต้องพยายามเล่นงานผมชนิดไม่แฟร์แต่แรก และยังต้องพยายามตามเล่นงานแบบไม่แฟร์นี้ต่อไปเรื่อยๆไม่จบไม่สิ้น (ไม่กี่วันที่แล้ว ตอนมีข่าวคุณสมคิดให้สัมภาษณ์ว่าจะอุทธรณ์คำตัดสินศาลปกครอง ผมก็เพิ่งพูดกับอาจารย์ มธ. ท่านหนึ่งว่า ไม่เข้าใจจริงๆว่า ทำไมไม่ยอมยุติตรงนี้ ไหนๆศาลปกครองก็ “เปิดช่อง” ให้ทาง มธ. ยุติเรื่องแล้ว)
คือเรื่องนี้แต่แรกเลยนะ ทาง มธ. และคุณสมคิด มี “อ๊อพชั่น” ที่จะเลือกได้เต็มที่หลายอ๊อพชั่น #โดยไม่ผิดระเบียบอะไรเลย #โดยที่ระเบียบให้อำนาจในการเลือกไว้ด้วย แต่กลับไปเลือกอ๊อพชั่นที่แย่ที่สุด ที่ไม่แฟร์ที่สุด (แล้วก็ดูเหมือนยังพยายามจะทำต่อไปไม่ยอมเลิก)
– อ๊อพชั่นแรก มธ. สามารถอนุมัติการลาปลอดการสอนของผม ถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๕๘ ได้
อันนี้ โอเคว่า เป็นอ๊อพชั่น “ชั่วคราว” คือถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๕๘ ก็ต้องมาว่ากันใหม่ว่า อนาคตของผมกับ มธ จะเป็นอย่างไร
ผมยินดีจะเข้าใจและยอมรับเลยว่า คุณสมคิดหรือ มธ. อาจจะรู้สึกว่า ถ้าใช้อ๊อพชั่นนี้จะ “รับมือ” กับ คสช. ไม่ไหว คือ ถ้าใครไล่เลียงลำดับเวลานะ ผมกลับมาเขียนเฟซบุ๊คปลายเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๗ ไม่กี่วัน (ต้นๆธันวาคม) ผู้นำ คสช. ก็ออกมาประกาศไล่ล่าตัวผม แล้วหลังจากนั้นไม่นาน มธ ก็เริ่มกระบวนการเล่นงานผม (ครึ่งหลังเดือนธันวาคม) จริงๆตอนผมเริ่มกลับมาเขียนเฟซบุ๊ค ผมนึกๆถึงความเสี่ยงเรื่องนี้อยู่ ว่าเป็นไปได้ที่จะทำให้ มธ. (จะด้วยถูกกดดันจาก คสช. หรืออยากทำเองเพื่อให้ คสช. เห็น) อาจจะหันมาเล่นงานผม คือถ้าผมเงียบๆไปเลย มธ. ก็อาจจะยอมอนุมัติการลาปลอดการสอนของผมที่ยืดเยื้อมาได้ แต่ผมออกมาเขียน โอกาสที่จะถูกยกเลิกการลาสูงอยู่
– อ๊อพชั่นต่อมา ถ้าคุณสมคิดหรือ มธ. รู้สึกใช้อ๊อพชั่นแรกนั้นไม่ได้ ก็ยังสามารถอนุมัติการลาออกของผมก็ได้
ทีนี้ ต่อให้จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้ว (คสช. กดดัน หรือคุณสมคิดอยากจะแสดงให้ คสช. เห็นเองว่าไม่อ่อนให้กับ สศจ. นะ อะไรแบบนั้น) ไม่เอา ๒ อ๊อพชั่นที่ว่า คือยังไงก็อยากจะต้อง “เอาผิดทางวินัย” ผมให้ได้ คุณสมคิดและ มธ. ก็ยังมีอ๊อพชั่นให้เลือก
ขอให้ดู “ข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย … พ.ศ. ๒๕๕๑ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.๒๕๕” ข้อ ๕๔ ที่ผมแค็พเป็นภาพมาให้ดู นี่คือตัว “ข้อบังคับ” เดียวกับที่คุณสมคิดอ้างอำนาจในการไล่ออกผม
จะเห็นว่า ตัวข้อบังคับให้อำนาจคุณสมคิด และ มธ. ที่จะ “ปลดออกหรือไล่ออกจากราชการแล้วแต่กรณี” (วรรคแรกของข้อ ๕๔) คือ คุณสมคิด ไม่จำเป็นต้องไล่ออกก็ได้ ให้ “ปลดออก” ก็ได้ คือ ต่อให้สมมุติ (ย้ำ – สมมติ) ว่าผม “ผิดวินัยอย่างร้ายแรง” จริงๆ จะต้องเอาผิดทางวินัยผมแน่ๆ ก็ยังใช้อ๊อพชั่น “ปลดออก” ได้ แทนที่จะ “ไล่ออก”
และขอให้ดูวรรคสองนะ “ในการพิจารณาสั่งลงโทษไล่ออก ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก” นั่นคือ ต่อให้คุณสมคิดและ มธ ยืนยันว่าผมทำผิดวินัยร้ายแรงและโทษถึงขั้นต้องไล่ออกแน่ๆ “ข้อบังคับฯ” ก็ยังให้อำนาจว่าสามารถ “ลดหย่อน” เปลี่ยนเป็นการ “ปลดออก” ได้
สำหรับกรณีผม ความแตกต่างระหว่าง “ไล่ออก” กับ “ปลดออก” คืออะไร?
– เงินบำเหน็จราว ๘ แสนบาท
สำหรับคุณสมคิด ที่มีตำแหน่งสูงๆ และวันดีคืนดี ก็อาจจะมี “งานข้างนอก” อีก เช่นสมัยเป็นคนร่าง รธน. ให้กับ คมช. เงินจำนวนนี้อาจจะไม่มากมายอะไร แต่สำหรับผม มันมีความสำคัญมาก ยิ่งในภาวะขณะนี้ ทีสำคัญ นี่คือค่าตอบแทบการทำงานด้วยน้ำพักน้ำแรงที่ผมเป็นข้าราชการสอนหนังสือที่ มธ. ๒๐ ปี คือ ขอให้พิจารณาสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง ๒ ข้อต่อไปนี้
(ก) ผมทำงานเป็นอาจารย์ ๒๐ ปี โดยไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่เคยมีความผิดใดๆ
(ข) ทีผมอยู่ในภาวะที่ทำให้ต้องถูกลงโทษ “ผิดวินัยร้ายแรง” (ขาดราชการเกิน ๑๕ วัน “โดยไม่มีเหตุอันควร”) มาจากเพราะมีการรัฐประหารครั้งหลังนี้ขึ้น – ถ้าไม่มีรัฐประหารครั้งหลังนี้ ผมก็ไม่อยู่ในภาวะนี้แน่นอน พูดง่ายๆคือ ต่อให้บอกว่านี่เป็น “ความผิดทางวินัยร้ายแรง” ต้องลงโทษแน่ๆ ก็เป็นความผิดที่ “เพิ่งเกิด” ไม่ใช่ความผิดที่เกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับการทำงาน ๒๐ ปีที่ผ่านมาเลย (และเกิดจากสาเหตุอะไรที่อยู่นอกการควบคุมของผม และเอาเข้าจริง “สาเหตุ” ทีว่า คือการรัฐประหาร มันผิดกฎหมายร้ายแรงชัดเจนแน่ๆ)
ผมเห็นว่า ใครก็ตามที่ได้ชื่อว่า “อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ใครก็ตามที่ยังมีเหตุมีผล มีวิจารณญาณ หรือมีความรู้สึกเชิงคุณธรรม ความยุติธรรม (ความ “แฟร์”) อยู่ ก็น่าจะสรุปจากข้อเท็จจริงทีเพิ่งพูดไปนี้ว่า
ต่อให้ยืนยันว่า ยังไงก็ต้อง “เอาผิดทางวินัย” หรือยืนยันว่า “ถึงขั้นไล่ออก” จริงๆ ข้อเท็จจริงที่เพิ่งกล่าวมา ๒ ข้อ ก็เป็นการเพียงพอแน่ๆที่จะถือเป็น “เหตุอันควร….นำมาประกอบการพิจารณาลดโทษ” จาก “ไล่ออก” เป็นเพียง “ปลดออก” ซึ่งจะทำให้ผมได้บำเหน็จที่เป็นค่าตอบแทนการทำงาน ๒๐ ปี อย่างไม่ขาดตกบกพร่องนั้น
ถ้าคุณสมคิดใช้วิจารณญาณ มีเซ้นของ “ความแฟร์” เปลี่ยนคำสั่ง “ไล่ออก” เป็น “ปลดออก” ตั้งแต่แรก #ตามอำนาจที่ทำได้ตามข้อบังคับฯ เรื่องนี้ก็จบไปเป็นปีแล้ว แต่นี่เรื่องต้องยืดเยื้อมา เสียทั้งเวลาและพลังงานและทรัพยากรของผม ของทนายทั้งฝ่ายผม ฝ่าย มธ., ของคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งผมอุทธรณ์ไปหลังการมีคำสั่งไล่ออก, มาจนถึงศาลปกครอง … และนี่ดูท่าคุณสมคิดก็ยังจะไม่ยอมจบ ยังจะต้องให้เสียเวลาและพลังงานของทุกฝ่ายต่อไปอีกเป็นปี
นี่ไง ที่ผมเขียนไปในตอนต้นว่า ผม “ไม่เก็ต” จริงๆ ตั้งแต่แรกแล้ว และยังไม่เก็ตต่อไปว่า ในเมื่อคุณสมคิดมีอ๊อพชั่นหลายอย่างแต่แรก ถึงขั้นว่า ถ้ายืนยันว่าจะต้องเอาผิดถึงขั้น “ไล่ออก” ก็ยังมีอ๊อพชั่น “ลดโทษ” เหลือเพียงระดับ “ปลดออก” ได้ แต่ก็ไม่ทำ แต่กลับเลือกอ๊อพชั่นที่แย่ ที่ไม่แฟร์ แบบนั้นทำไม
ตอนนี้ศาลปกครองก็ได้ “เปิดทางลง” ให้อีกแล้ว ให้คุณสมคิดและ มธ. ได้ยุติเรื่องนี้ ก็หวังว่าคุณสมคิดและ มธ. จะหันมาใช้วิจารณญาณ ยุติเรื่องนี้เสียแต่ตอนนี้ การยืดเยื้อเรื่องนี้ต่อไปจะได้อะไร? ผมมองไม่ออกจริงๆ ยังไงผมก็ไม่สามารถกลับไป มธ ให้ขวางหูขวางตาคุณสมคิดได้แน่ๆแล้ว การจบเรื่องเสียแต่ตอนนี้ ก็ไม่ได้ทำให้ผมกลับไป มธ. ได้อยู่แล้ว
…………….
หลังจากศาลปกครองมีคำตัดสินโมฆะคำสั่งไล่ออก ผมได้ทำจดหมายส่งถึงคุณสมคิด ซึ่งคงจะถึงมือคุณสมคิดใน ๑-๒ วันนี้ ว่า ในเมื่อศาลปกครองโมฆะคำสั่งไล่ออกแล้ว ผมก็ขอให้พิจารณาหนังสือลาออกของผมใหม่ และอนุมัติการลาออกนั้น

