เพียงปล่อยประโยค“ตู่ใช้กองหนุนไปเกือบหมดแล้ว แทบจะไม่มีกองหนุนเหลืออยู่แล้ว”
ก็มองเห็น “ภาพ”
ไม่เฉพาะแต่ทหารกล้าระดับ “บูรพาพยัคฆ์”อย่าง พล.อ.ประ วิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เท่านั้น
ที่ “สะดุ้ง”
หากแม้กระทั่ง “กูรู”ในทาง “การตลาด” ระดับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ต้องหวั่นไหว
นี่เป็น “บทสรุป” ที่เฉียบคมที่สุด
เราจะทำตาม “สัญญา” ขอ “เวลา” อีกไม่นาน
หากสรุปตามสำนวนของนักการเมือง นักเคลื่อนไหวระดับ นายชวน หลีกภัย หรือ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน
“กองหนุน”ในที่นี้ก็คือ “แนวร่วม”
ไม่ว่าจะมองไปยังการปรับครม.เมื่อเดือนสิงหาคม 2558 อัน ส่งผลให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล นายสมหมาย ภาษี นายปิติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ถูกปลดออก
นั่นก็เป็น “กองหนุน” ตั้งแต่ก่อนการยึดอำนาจเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มิใช่หรือ
แล้วกรณีการยื่นใบลาของ”รัฐมนตรี” แรงงาน
นั่นก็เป็นถึง “พล.อ.” เด่นชัดว่าไม่เพียงแต่ร่วมยึดอำนาจหากแต่ยังเป็น “กองหนุน” ระดับใกล้ชิดเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้แทบไม่ต้องกล่าวถึงกรณี”น้องเมย”
ทั้งนี้แทบไม่ต้องกล่าวถึงการเชิญตัวเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้เข้า”ปรับทัศนคติ”ในค่ายทหาร
สร้างความแค้นเคืองให้กับ”ประชาธิปัตย์”เป็นอย่างสูง
สภาพที่ “ใช้กองหนุนไปเกือบหมดแล้ว แทบจะไม่มีกองหนุนเหลือ อยู่แล้ว”สะท้อน “ความสำเร็จ” หรือ “ความล้มเหลว”
ยิ่งเมื่อประสบเข้ากับกรณี”นาฬิกา”ซึ่งทยอยปรากฏมาจนจะมากกว่า 10 เรื่อน ยิ่งสร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างสูงให้กับบรรดา “กองหนุน”
สายตาไม่เพียงจะทอดมองไปยังเจ้าของ “นาฬิกา” หากแต่ยังเฝ้าดูว่า “ป.ป.ช.”จะมีช่องประตูใดออก
เราจะทำตาม”สัญญา” ขอ”เวลา”อีกไม่นาน

