เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 3 มกราคม ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) แถลงผลภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า
วันนี้ทางที่ประชุมมีมติเห็นชอบใน 4 เรื่องด้วยกัน ดังนี้
1. ครม. อนุมัติร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนถนนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ช่วงชลบุรี-พัทยา โดยให้ทางหลวงดังกล่าวเก็บค่าทำเนียมผ่านทางในระบบปิด กล่าวคือ ขาขึ้นทางด่วนให้รับบัตร และยื่นบัตรคืนเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมตามระยะทางที่ขาลง โดยจะไม่มีรถจากด้านนอกเข้ามาวิ่งบนถนนเส้นนี้ได้ เนื่องจากจะมีการกั้นรั้ว ทั้งนี้ จะมีด่านระบบปิดทั้งหมด 9 ด่าน เริ่มตั้งแต่ ลาดกระบัง บางบ่อ บางปะกง พนัสนิคม บ้านบึง บางพระ หนองขาม โป่ง และพัทยา โดยค่าธรรมเนียมได้คำนวณตามหลักเกณฑ์เดียวกับกฎกระทรวงปี 2558 และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2561 เป็นต้นไป
จากปัจจุบันมอเตอร์เวย์สุดสายอยู่ที่บางพระ เมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จ ระยะทางตั้งแต่กรุงเทพ-พัทยาจะกลายเป็นมอเตอร์เวย์ทั้งเส้น รวมถึงเพิ่มกล้องวงจรปิด รถสายตรวจ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งค่าผ่านทางจากกรุงเทพฯ-พัทยาปัจจุบันสูงสุดอยู่ที่ 60 บาท จะถูกปรับเป็น 105 บาท สำหรับรถยนต์ไม่เกิน 4 ล้อ รถยนต์เกิน 4 ล้อ แต่ไม่เกิน 6 ล้อ ค่าผ่านทางสูงสุดอยู่ที่ 170 บาท รถยนต์ที่เกิน 6 ล้อขึ้นไป ค่าผ่านทางสูงสุดอยู่ที่ 245 บาท
อย่างไรก็ตาม หากใครไม่สะดวกจ่ายค่าผ่านทาง ก็จะมีถนนคู่ขนานวิ่งขนาบไปตลอดสายเช่นเดียวกัน

2.ครม. อนุมัติร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร เรื่องมาตรการป้องกันการกำหนดราคาโอนระหว่างบริษัทหรือ หจก. นิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน เนื่องด้วยบริษัทใหญ่จะมีบริษัทลูกอยู่หลายประเทศ ซึ่งจะพยายามโอนกำไรไปสู่บริษัทที่อยู่ในประเทศที่เก็บภาษีต่ำ ซึ่งประเทศไทยไม่ได้มีอัตราภาษีต่ำขนาดนั้น บริษัทเหล่านี้ก็จะสร้างค่าใช้จ่ายให้เกิดที่ประเทศไทยเยอะๆ ให้เหลือกำไรต่ำๆ แล้วโอนกำไรออกนอกประเทศ ซึ่งทำให้ประเทศไทยเสียรายได้
3.ครม. อนุมัติมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับคนพิการซึ่งไม่มีสัญชาติไทย และมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ เฉพาะรายได้ส่วนที่ไม่เกิน 190,000 บาทต่อปีภาษี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมสำหรับผู้พิการที่ไม่มีสัญชาติไทยให้ได้รับสิทธิเช่นเดียวกับผู้พิการสัญชาติไทย และเพื่อให้เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ
4.ครม.อนุมัติเห็นชอบกรอบการดำเนินการโครงการบ้านคนไทยประชารัฐ โดยเป็นโครงการบ้านประชารัฐบนที่ดินราชพัสดุระยะที่ 2 ซึ่งพื้นที่ดำเนินโครงการจะเป็นที่ดินราชพัสดุจำนวน 8 แปลง ครอบคลุมทั้ง 4 ภาค เนื้อที่ทั้งหมด 317 ไร่ 2 งาน 49.9 ตร.ว. ซึ่งโครงการทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 2,757 ยูนิต โดยกลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น 3 ระดับด้วยกัน กลุ่มแรกคือประชาชนที่อยู่ในทะเบียนบ้านเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐที่ลงทะเบียนไว้กับกระทรวงการคลัง ซึ่งหากกลุ่มแรกมาสมัครแล้วยังมีพื้นที่โครงการเหลือ ก็จะให้สิทธิ์แก่กลุ่มถัดมาคือประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 35,000 บาท ต่อเดือน และกลุ่มสุดท้ายคือประชาชนทั่วไป ซึ่งในกลุ่มนี้ทางธนาคารจะไม่สนับสนุนดอกเบี้ย
ประเภทที่อยู่อาศัยมีด้วยกัน 3 แบบ คือ บ้านแฝด บ้านแถว และอาคารชุดพักอาศัย ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยไม่น้อยกว่า 28 ตร.ม. ราคาอยู่ที่ระหว่าง 350,000 – 700,000 บาท ต่อยูนิต ตามแต่ประเภทของบ้าน กรอบเงินดำเนินโครงการอยู่ที่ประมาณ 4 พันล้านบาท โดยแบ่งสินเชื่อเป็นเป็น 2 ประเภท คือ 1.พรีไฟแนนซ์สำหรับสนับสนุนผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมพัฒนาโครงการ ซึ่งธนาคารออมสินกับธอส. จะเป็นผู้ให้สินเชื่อ โดยดอกเบี้ยปีที่ 1-3 อยู่ที่ร้อยละ 3 ต่อปี ปีต่อไปจะเป็นที่ MLR -1 2.โพสต์ไฟแนนซ์ เป็นสินเชื่อที่ให้ประชาชนโดยธนาคารออมสินกับธอส. เช่นเดียวกัน ปีที่ 1-4 ดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 2.75 ต่อปี ปีที่ 5-30 ถ้าเป็นรายย่อยจะเป็น MRR -0.75 ถ้าในกรณีที่หักจากเงินเดือนจะเป็น MRR -1 โดยรูปแบบจะเป็นโครงการผ่อนชำระสู่การเช่าระยะยาว กรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยเป็นของผู้อยู่อาศัยและผู้ได้รับสิทธิ์พัฒนาโครงการ รวมถึงจะมีการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางไม่เกินร้อยละ 30 ของพื้นที่โครงการ เพื่อรองรับกิจกรรมของท้องถิ่น ทั้งนี้ จะมีการรับฟังเสียงจากประชาชนก่อนการคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมดำเนินการ รวมถึงกระทรวงการคลังจะพิจารณาผ่อนปรนอัตราค่าเช่า ค่าทำเนียมและเงื่อนไขต่างๆ ตามกฎหมายด้วย

นายณัฐพร กล่าวเสริมว่า ทางกระทรวงการคลังเห็นว่าโครงการดังกล่าว จะเพิ่มโอกาสให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง ตลอดจนเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงกับธุรกิจอื่นจำนวนมาก
นายณัฐพร กล่าวต่อว่า ท่านนายกฯ ได้กำชับถึงการเลือกเอกชนที่จะให้มารับเหมาว่าต้องเลือกให้ดี อย่าให้ทิ้งงานกลางคัน รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ให้เลือกที่เหมาะสม อย่ามองแค่ว่าถูกที่สุด เพราะก็ออกมาได้ห่วยที่สุดเช่นเดียวกัน
ทางด้านมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในระยะที่ 2 (เฟส 2) นั้น นายณัฐพร กล่าวว่า ยังไม่นำเข้าที่ประชุมในวันนี้


