หน้าแรก การเมือง “บิ๊กตู่&#822...

“บิ๊กตู่”ควงรองนายกฯร่วมกิจกรรมพบปะสื่อทำเนียบ-เปิดใจขอสื่อปรับตัวช่วยตีปี๊บให้รบ.สร้างความเข้าใจ-ติงหน้านสพ.สาระน้อย

4.01.18 | 16:06 น.
แฟ้มภาพ

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 4 มกราคม ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์ เนื่องในโอกาสปีใหม่ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.เป็นประธานงานเลี้ยงปีใหม่ รวมทั้งมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร่วมงานด้วย ประกอบด้วย นามสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายวิษณุ เครืองาม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ น.ส.บุญระดม จิตดอน ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว เอเอฟพี เป็นตัวแทนสื่อมวลชนกล่าวขอบคุณและอวยพรนายกฯ และรัฐบาล ว่า ในเมื่อท่านบอกว่าท่านคือนักการเมืองจะทำให้ช่องว่าระหว่างสื่อกับรัฐบาลแคบลง สามารถที่จะพูดอะไรได้มากขึ้น อย่างที่นายกได้กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีแห่งการยิ้มและจะเลิกโมโหคงจะเป็นปีที่ดี อย่างน้อยการที่นายกโมโหผ่านสื่อก็ไม่เป็นผลดีต่อนายกฯเอง ในเมื่อท่านบอกว่าท่านคือนักการเมืองจะทำให้ช่องว่าระหว่างสื่อกับรัฐบาลแคบลง สามารถที่จะพูดอะไรได้มากขึ้น อย่างที่นายกฯได้กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีแห่งการยิ้มและจะเลิกโมโหคงจะเป็นปีที่ดี

จากนั้นนายกฯได้กล่าวอวยพรแก่สื่อมวลชนว่า ไม่มีคำอวยพรจากสื่อเลย มีแต่ขอให้กับตัวเอง ก็ไม่เป็นไรตนเป็นฝ่ายให้อยู่แล้ว ในเมื่อเข้ามาวันนี้ก็เป็นฝ่ายให้ทุกอย่าง ทั้งสื่อและประชาชน ที่มีความคาดหวังสูง เราเข้าใจตรงกันว่าประเทศชาติและปัญหาบ้านเราอยู่ตรงไหน ซึ่งทุกคนต้องร่วมมือกันทำให้บ้านเมืองปลอดภัย มีเสถียรภาพ ถ้าจะบอกว่าเพื่อใครคนใดคนหนึ่งคงไม่ใช่แบบนั้น เพราะคนไทยมีหลายกลุ่ม หลายพวก หลายอาชีพ สิ่งสำคัญวันนี้เราต้องการปฏิรูปและเดินหน้าประเทศของเรา ซึ่งต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน รัฐบาลมุ่งหวังที่จะทำงานทุกอย่างให้สำเร็จให้ได้รวดเร็วที่สุด แต่ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่า ปัญหาหลายอย่างทับซ้อนมานานต้องใช้เวลาแก้ไข  ซึ่งไม่ได้หมายความว่าตนจะแก้ไขได้ทั้งหมด

“ในเมื่อท่านอยากได้สิทธิ เสรีภาพ ผมถามกลับว่าที่ผ่านมาสิทธิ เสรีภาพท่านถูกจำกัดตรงไหน ผมไม่ได้ไปจำกัดท่านตรงไหน เพียงแต่บางอย่างผมตอบบ้าง ผมไม่ตอบบ้าง บางอย่างก็โกรธบ้าง แต่ไม่เคยไปห้ามอะไรได้ซักอย่าง นั้นคือสิ่งที่ท่านบอกว่า สิทธิ เสรีภาพท่านน้อยเกินไป และท่านบอกว่าอยากจะได้จากผมมากกว่าเดิม ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องพูดอะไรกัน ใครอยากเขียนอะไรก็เขียน ใครจะทำอะไรก็ทำ เอาแบบนั้นก็ได้ ผมไม่มีปัญหาหรอก ผมจะพูดกับคนอื่นแทนโดยช่องทางอื่น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

Advertisement

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่รัฐบาลและคสช. ต้องเข้ามาแก้ไข ถ้าทุกคนไม่รู้ว่าโจทย์อยู่ตรงนั้นก็หาคำตอบไม่ได้ ก็ทำข้อสอบไม่ถูก คะแนนก็ไม่ได้ แต่ตนไม่เคยมุ่งหวังคะแนนอะไร ที่ตนตอบคำถามไปเมื่อวันที่ 3 มกราคม และก่อนหน้านั้น ตนถูกสร้างภาพว่าเป็นทหาร และก็บานปลายไปสู่การตั้งพรรคทหาร ตนก็ตอบให้ชัดเจนว่า ไม่ใช่พรรคทหาร เพราะทุกคนที่อยู่ในรัฐบาลนี้ ก็ไม่ใช่รัฐบาลทหาร ถ้าเป็นรัฐบาลทหารก็ต้องมีทหารหมด แต่เรามีประชาชนและทหารรวมอยู่ด้วยกัน เพราะเป็นสถานการณ์พิเศษ หากเป็นพรรคการเมืองทหารต้องเอาทหารมาลงเลือกตั้งทั้งหมดใช่หรือไม่ การแปลงเจตนาคำพูดของตน ต้องทำให้ถูกต้อง ตนไม่บังอาจไปตำหนิท่าน แต่ท่านต้องสำนึกเองว่าจะทำให้บ้านเมืองสงบอย่างไร หลายอย่างนายกฯ ทำเพียงคนเดียวไม่ได้ ท่านต้องไปดูว่าวันนี้ปัญหาอยู่ตรงไหน และมีอะไรเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นบ้าง อะไรดีขึ้น อะไรแย่ลง ถ้าบอกว่าแย่ลง แย่ตรงไหน ถ้าดีขึ้น ดีขึ้นตรงไหนช่วยกันขยายตรงนี้ ตนเข้าใจการประกอบอาชีพของสื่อ และเคารพสิทธิเสรีภาพมาตลอด ที่ผ่านมาใครจะวิพากษ์วิจารณ์อะไร ตนก็ไม่เคยเอาใครมาลงโทษ นั้นคือความแตกต่างระหว่างรัฐบาลแบบตน และรัฐบาลประเทศอื่นที่เขามีแบบนี้ ต่างกันไหม ท่านก็เห็นนักการเมืองก็มาว่าตน ใครต่อใครก็มาว่าตน ถ้าตนใช้อำนาจแบบนั้นจริง ๆ ท่านจะมาพูดกับตนได้ไหม หลายอย่างจำเป็นจะต้องออกกฎหมาย สิ่งเหล่านี้คือปัญหาของประเทศไทย วันนี้เราลดแรงกดดันจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันหลายประเทศก็เริ่มเข้าใจเรามากขึ้น แต่กลายเป็นว่ากดทับมาที่รัฐบาล แล้วทำไมเขาไม่พูดถึงประชาชนในประเทศ ว่าขาดอะไร ยากจนเพราะอะไร ไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะอะไร แต่ทุกอย่างถมทับมาที่รัฐบาลและคสช.

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกวันนี้ตามหน้าสื่อมีเรื่องที่เป็นสาระน้อย มีแต่เรื่องซุบซิบ โซเชียลมีเดีย ติฉินนินทา ว่ากล่าว ทำให้บ้านเมืองสับสนอลหม่าน สิ่งที่พยายามทำในเรื่องใหญ่ทำไม่ได้ทั้งหมด เพราะขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล นี่คือความมีเสถียรภาพของรัฐบาล เราจะอยู่กี่ปีก็ไม่รู้ อยู่ที่ว่าต้องคำนึงถึงคนในประเทศต้องการอะไร ถ้าเขาไม่ต้องการให้ผมแก้ไข ก็คงอยู่มาไม่ได้ถึงวันนี้ ให้เข้าใจสิ่งที่ผมคิดในใจด้วย ไหน ๆ วันนี้ก็เปิดอกคุยแล้ว ผมไม่เคยเป็นศัตรูกับท่าน แม้แต่โฆษกรัฐบาล ผมก็บอกให้เขานิ่ง ๆ ทำตัวให้ดี เป็นคนน่ารักกับสื่อ แต่สื่อบอกว่าพล.ท.สรรเสริญ เปลี่ยนไป สรุปว่าทุกคนเปลี่ยนหมด ยกเว้นสื่อที่ไม่เปลี่ยนตัวเอง ก็ไม่ใช่ ก็ต้องคิดเอง ว่าเราควรจะเปลี่ยนท่าทีอะไรกันบ้าง ตนรู้หลักการทำข่าว มันเป็นจิตวิทยาว่าจะตั้งประเด็นอะไรขึ้นมา ตั้งประเด็นวันนี้ แล้วจะถามไม่จบติ่งท้ายไว้หน่อย ให้ตนตอบนิดเดียว แล้วก็ไปต่ออีกวัน ต่อไปนี้จะไม่ต่อประเด็นอะไรให้สื่อ เพราะถือว่าเราต้องแก้กันทั้งสองทาง ปรบมือข้างเดียวมันไม่ดัง วันนี้ที่ก็ไม่ได้หวังว่าจะได้อะไรตอบกลับมา เพราะสังคมสับสนว่ารัฐบาลอยู่มา3 ปีแล้วได้อะไรขึ้นมา ตนถามว่า 3 ปีที่ผ่านมา ท่านต้องชั่งน้ำหนักตรงนี้ด้วย ขอฝากไว้แค่นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯได้เรียกนายทหารติดตามให้เอาน.ส.พ.จำนวนหนึ่งมาให้ โดยนายกฯ ได้หยิบน.ส.พ.ขึ้นมาที่ละฉบับและพูดถึงการพาดหัวข่าวของแต่ละฉบับ พร้อมกับกล่าวว่า วิธีการอ่านหนังสือของตน อ่านวันละหลายฉบับ เป็นคนอ่านเร็ว และจับประเด็นโดยใช้ปากกาวงไว้อันไหนดีหรือไม่ดี ซึ่งทั้งเล่มมีทั้งดีและไม่ดี เหล่านี้คือสิ่งที่จะช่วยเปลี่ยน แปลงประเทศ เวลาที่จะโกรธคงจะต้องมีเหตุ มีผล ต้องชั่งน้ำหนักว่า เขาต้องมีดี ถ้ามีเสียน้อยกว่าผมก็คบได้ เพราะเราเชื่อว่า ใครจะรักเรา ชังเราไม่เป็นไร ยิ่งวันนี้ที่ผมมาอยู่ตรงนี้ ท่านก็รู้อยู่แล้ว วันนั้นก่อนที่ผมจะมา ท่านบอกว่าผมเป็นรักการเมือง แต่ผมบอกว่าผมเป็นทหาร แต่วันนี้พอผมบอกเป็นทหาร ท่านก็บอกว่าเป็นนักการเมือง มันกลับไปกลับมาอย่างก็ปวดหัวกับสถานะของผม อยากบอกว่าตนเป็นคนทำงานการเมือง แต่ไม่ได้มาจารการเลือกตั้ง มันมีปัญหาเพราทำงานการเมือง

พล.อ.ประยุทธ์ ยังหยิบยกการนำเสนอของนสพ.ฉบับหนึ่งขึ้นมากล่าวว่า หลังจากนี้คสช.และรัฐบาลต้องนำเสนอผลงานการปฏิรูปประเทศแบบนี้  โดยพล.อ.ประยุทธ์ ได้เปิดน.ส.พ.แทปลอยด์ เอ็กซ์ไซด์ ไทยโพสต์ดู ก่อนกล่าวต่อว่า เล่มนี้นำเสนอสิ่งดีๆที่เกิดในประเทศไทยว่ารัฐบาลกำลังทำอะไร ไม่ได้ติติงอะไร แต่ขอไม่เอ่ยชื่อ ถือเป็นสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นแต่ประชาชนไม่ค่อยได้รับทราบ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลทำสื่อมักนำเสนอว่ามีประเด็นทุจริตทำให้ประเด็นใหญ่ใจความสำคัญหายไป ต้องนำเสนอให้ตนทั้งสองทาง อย่างอีอีซีมีคนบอกว่าให้ตนมองรอบด้านตนก็มอง 360 องศาอยู่แล้วแต่ใครจะมองเกินให้ตนก็รับฟังอยู่แล้วมันถึงได้ล่าช้า แต่ทุกคนกลับมาเร่งปฏิรูปให้เร็วทำให้เสร็จเสียที แต่ถ้าไม่เสร็จก็ไม่รับผิดชอบให้ตน ตนทำในเรื่องความขัดแย้งกับประชาชนข้างล่างเพราะตนรับผิดชอบประชาชนข้างล่างโดยใช้อำนาจของตนได้ไม่เต็มที่ ในเมื่อสื่อไม่นำเสนอให้ประชาชนรับรู้ทุกปัญหาแล้วประชาชนจะร่วมมือกับเราได้อย่างไร จะเปลี่ยน แปลงประเทศได้หรือไม่ ประเทศชาติอยู่ในมือเราทุกคน ไม่ใช่มือของตนคนเดียว รัฐบาลมีนโยบายทำทุกอย่างให้เกิดผลเร็วขึ้น โดยเฉพาะปี 61 เป็นปีแห่งการปฏิรูปเพื่อเป็นการส่งต่อในวันข้างหน้าจะมีใครทำหรือไม่ก็ไปว่ากัน ตนอยากให้ทุกอย่างเคลียร์กันตั้งแต่วันนี้ตนไม่ได้มีอะไรกับสื่อ รักทุกคนเหมือนเดิม

“สื่อหลายคนรู้จักกันมานาน ท่านรู้ในใจอยู่แล้วว่านักการเมืองเป็นอย่างไรผมเป็นอย่างไรเพราะท่านอยู่ทำเนียบมาก่อนผม ผมเป็นรุ่นน้องท่านเข้าทำเนียบฯมาทีหลัง แต่ท่านจะเห็นว่าผมมาเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้าง ท่านเอาสิ่งดีๆออกมาสิ ไม่ว่ารองนายกฯวิษณุหรือรองนายกฯสมคิด ผมก็ให้เกียรติท่านไม่ว่าท่านจะเคยอยู่ที่ไหนมา แต่วันนี้ทำงานกับผม พล.อ.ฉัตรชัยก็เพื่อนผม เมื่อทำงานก็คือทำงาน นี่คือการเรียกว่า คบกันด้วยความจริงใจ ไม่ต้องการผลประโยชน์ เฉพาะฉะนั้นเราพูดคุยกันแล้ว การเป็นรัฐบาลวันนี้ จะถือว่าอันตรายไหมมันก็คงมีอยู่บ้าง แต่ขอให้ช่วยกันทำในสิ่งที่ถูกต้องสิ่งที่ดีหลายส่วนทำอะไรไม่ได้มากเพราะมีอำนาจบริหารทับซ้อนอยู่ แต่ผมไม่เคยไปก้าวล่วงเพียงแต่ให้แนวทางกว้างก็ไปคิดมา ไม่ใช่ไปสั่งให้ทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์กับใครก็ไม่รู้ แล้วทำไมเราไม่ใช้โอกาสที่ไม่มีนักการเมืองในวันนี้มาแก้ปัญหาประเทศ วันหน้าจะเป็นอย่างไรยังไม่รู้คิดหรือว่าจะได้อะไรดีๆกลับคืนมา แล้วทำไมไม่ทำวันนี้ให้มันดีเพื่อวันหน้าเผื่อจะได้ดีกว่านี้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ตนพยายามจะเดินไปข้างหน้าให้ได้เป็นสิ่งที่มุ่งมั่นในใจด้วยแรงศรัทธาของตน ตนต้องศรัทธาตัวเองก่อนว่า ต้องทำให้สำเร็จ ถ้าท้อแท้ตนอยู่มาไม่ได้ถึงวันนี้ ลาออกไปนานแล้ว แต่ตนนึกถึงคนจนมีตั้งกี่ล้านคน เป็นสิ่งที่มุ่งมั่นแก้ปัญหาให้ หลายคนไม่เข้าใจว่าตนเข้ามาเพื่ออะไร เพื่ออำนาจหรือไม่ สื่อลืมไปหมดแล้วหรือ ทั้งที่อยู่ในสถานการณ์ต่างๆที่ผ่านมาก่อน 22พ.ค.57 แล้ววันนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรแล้วลืมไปหมดเลยกลับมาที่เก่าตนว่าไม่ใช่ คิดแบบนี้มันผิดหมด ต้องคิดใหม่ว่ามีอะไรดีขึ้นอะไรไม่ดีก็ติติงมาจะแก้ไขให้ บางครั้งกฎหมายออกมาเจตนาดีเมื่อยังทำอะไรไม่ได้ก็มีขั้นตอนในการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่ไปสั่งโน่นสั่งนี่สั่งสร้างโรงไฟฟ้า ทุกโครงการครม.ต้องพิจารณาร่วมกัน ไม่เคยไปสั่งว่าเท่านี้เท่านั้นสั่งได้แค่ให้ไปแก้ปัญหา ผู้เกี่ยวข้องก็เสนอเรื่องเข้ามาอนุมัติเห็นชอบร่วมกัน แล้วไปดูจะทุจริตระดับล่างตรวจสอบเมื่อไม่มีก็ดำเนินการต่อไป ไม่ใช่ว่าไม่ตรวจสอบ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า “ประเด็นหนึ่งที่ผมขอบอกที่มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลนี้มีสิทธิพิเศษไม่ถูกตรวจสอบ วันนี้องค์กรอิสระผมไปทุบอะไรสักอันหรือไม่ ยังอยู่ครบหรือไม่ มีคนไปฟ้องหน่วยงานต่างๆเมื่อหน่วยงานนั้นตอบมาด้วยข้อกฎหมายก็หาว่าเป็นพวกเดียวกัน ซูเอี๋ยกัน แล้วอย่างนี้จะอยู่กันด้วยอะไร ผมไม่ถูกตรวจสอบหรือแค่ซื้อหมายังถูกตรวจสอบ ถ้าผมเป็น“ดิ๊กเตเตอร์”(เผด็จการ)จริงๆจะตรวจสอบผมได้ไหม ต้องดูตรงนี้ ถ้าสื่อไม่ไม่ช่วยดูตรงนี้ต่างชาติจะมองหนักขึ้นไปอีก ประเทศไทยไปไม่ได้หรอกถ้ายังติดยึดอยู่ตรงนี้ มันยิ่งจะดึงทั้งขาซ้ายขาขวาเดินไม่ได้ก็ต้องขอร้องกัน”