ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ล้วนประเมินการเคลื่อนไหวต้านคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 ค่อนข้างต่ำ
1 มองเห็นว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ของตน ประโยชน์ของพรรคการเมือง
1 มองว่าเมื่อเป็นคำสั่งตามมาตรา 44 ย่อมอยู่เหนือทุกสิ่ง
ไม่ว่าสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำอะไรได้
อาจเป็นเช่นนั้น
เพราะในที่สุด สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็จะเหมือน ป.ป.ช.ในกรณีนาฬิกาหรู
นั่นก็คือ ทำอะไรคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53 ไม่ได้
หากย้อนไปพิจารณาเหตุผลในการยื่นศาลรัฐธรรมนูญในกรณีคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560
ไม่ว่าจะจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะจากพรรคเพื่อไทย
พรรคการเมืองเหล่านี้ “รู้” อยู่เป็นอย่างดีว่า ผลการวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร
แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ “เหตุผล”
นับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ต่อเนื่องมายังรัฐ ประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 สังคมรับรู้และมีบทสรุปต่อองค์การอิสระค่อนข้างแน่ชัดลงตัวอย่างยิ่ง
แน่ชัดว่าเป็นเครื่องมือในทางการเมืองอย่างไร
ไม่ว่าจะในเรื่องการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะในเรื่องการชุมนุม ไม่ว่าจะในเรื่องยุบพรรค
เพียงแต่ต้องการฟังในกรณีคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53
ถามว่าการวินิจฉัยจาก”องค์กรอิสระ” ไม่ว่าในเรื่องอุทยานราชภักดิ์ ไม่ว่าในเรื่องอโลฮา ฮาวาย ไม่ว่าในเรื่องนาฬิกาหรู เมื่อออกมาแล้วจบหรือไม่
เหมือนกับจะจบ แต่ไม่จบหรอก
เรื่องราวเหล่านี้ดำเนินไปในแบบเป็น “เมล็ดพันธุ์”ที่ดำรงอยู่ในสังคมอย่างสะสม
สะสมและหมักหมม เรื่องแล้วเรื่องเล่า และก่อรูปทางความรู้สึกที่มีต่อ “องค์กรอิสระ” ว่ามีความเที่ยงธรรมหรือไม่
เป็นการสะสมเพื่อรอเวลา

