นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ “Shared River, Shared Future ยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันและสร้างสรรค์ในการพัฒนาความร่วมมือภายใต้กรอบแม่โขง – ล้านช้าง
ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระหว่างเข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 1 ที่เมืองไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 23 มีนาคม ที่ศูนย์การประชุมและนิทรรศการนานาชาติอ่าวย่าหลง(Yalong Bay) เมืองซานย่า มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 1ร่วมกับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ในหัวข้อ “Shared River, Shared Future”โดยมีผู้นำและตัวแทนจากอีก 4 ประเทศเข้าร่วมการประชุมฯ ดังนี้ ได้แก่ ดร. สาย หมอก คำ รองประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโชฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา นายทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นายฝ่าม บิ่งห์ มิงห์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม
นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการประชุมว่า สมาชิกทั้ง 6 ประเทศ เชื่อมต่อกันด้วยแม่น้ำล้านช้าง – แม่โขง สายเดียวกัน ต่างมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เป็นเพื่อนบ้านที่ส่งเสริมเกื้อกูลกันในด้านต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ติดกัน ประเทศสมาชิกจึงเผชิญกับความท้าทายร่วมกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงในรูปแบบต่าง ๆ ภัยธรรมชาติอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกันและมียุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกัน บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ และเพื่อผลประโยชน์ต่อทุกประเทศที่เท่าเทียมกัน การประชุมฯในวันนี้ เป็นการร่วมกันวางรากฐานสำคัญของกรอบความร่วมมือแม่ โขง – ล้านช้าง ที่ครอบคลุมความร่วมมือในด้านการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมไปถึงสังคม วัฒนธรรม และปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับสามเสาหลักของอาเซียน เพื่อลดช่องว่างด้านการพัฒนา ซึ่งจะสนับสนุนการสร้างประชาคมอาเซียนและสอดคล้องกับเป้าหมายวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 โดยประเทศสมาชิกจะต้องเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยยึดหลักฉันทามติ ความเสมอภาค การเคารพและมีความรับผิดชอบต่อกัน การมีส่วนร่วม ของสมาชิกทุกประเทศ เพื่อเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและประโยชน์ที่เท่าเทียมกันของประเทศสมาชิก และยึดมั่นตามพันธกรณีระหว่างประเทศ นอกจากนี้ กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างนี้ก็เป็นพื้นฐานของการพัฒนาความร่วมมือของกลุ่มประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงอย่างค่อยเป็นค่อยไปสู่ความเป็นประชาคมแม่น้ำโขงในอนาคต โดยแม่น้ำโขงเป็นสายใยที่ผูกพันประชาชนในลุ่มแม่น้ำโขงที่ใช้น้ำจากแม่น้ำเดียวกัน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ก่อตั้งขึ้นท่ามกลางกรอบ ความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่มีอยู่แล้วหลายกรอบ ภารกิจที่ท้าทายของประเทศสมาชิก คือ การกำหนดวิสัยทัศน์ของกรอบเพื่อดำเนินความร่วมมือ อย่างสร้างสรรค์และเพิ่มคุณค่าต่อกรอบความร่วมมืออื่น ๆ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า คุณค่าเพิ่มที่สำคัญประการหนึ่งมาจากการที่ทั้ง 6 ประเทศต่างตั้งอยู่บนริม ฝั่งแม่น้ำสายเดียวกัน จึงควรใช้โอกาสและศักยภาพในการร่วมมือกันเพื่อ บริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อมนุษยธรรมและยังประโยชน์ ต่อประชาชน ตลอดจนเกษตรกรผู้พึ่งพาจากแม่น้ำโขง – ล้านช้าง ใน การดำรงชีวิตด้านต่าง ๆ และเผชิญกับความท้าทายจากภาวะภัยแล้งและน้ำท่วมเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความท้าทายอีกประการหนึ่งคือการกำหนดแนวทางความร่วมมือที่ มุ่งเน้นผลลัพธ์ สำหรับประเทศไทยยินดีที่ประเทศสมาชิกตกลงที่จะดำเนินโครงการเร่งด่วนที่จะเน้นผลเป็นรูปธรรมภายในช่วง 1-2 ปี ซึ่งสอดคล้องกับ แนวทางการปฏิรูปประเทศ (Roadmap) ของไทยด้วย นายกรัฐมนตรีหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความสำเร็จของกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง จะเสริมสร้างให้ทุกประเทศในอนุภูมิภาคก้าวไปด้วยกันและเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เป็นต้นแบบของความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาในรูปแบบใต้ – ใต้ ที่ประสบความสำเร็จ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและสังคมโลก
จากนั้นเวลา 09.40 น. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถ้อยแถลงทบทวนความคืบหน้าและกำหนดแนวทางความร่วมมือในอนาคตต่อที่ประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ครั้งที่ 1 ว่า การประชุมในวันนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการก่อตั้งกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ซึ่งเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงแล้ว ยังเป็นการสะท้อนเจตนารมณ์ทางการเมืองอันแน่วแน่ของประเทศสมาชิก“ที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำสายเดียวกัน และมีอนาคตร่วมกัน” (Shared River, Shared Future) ในการร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาภูมิภาคให้เข้มแข็ง ตนรู้สึกยินดีที่แนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำล้านช้าง -แม่น้ำโขง ที่กรุงเทพฯ เมื่อปี ค.ศ. 2012 ได้พัฒนามาสู่การจัดตั้งกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ที่ครอบคลุมสาขาต่าง ๆ อย่างรอบด้าน และมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ก็ด้วยการสนับสนุนจากสมาชิกทุกประเทศ โดยเฉพาะจีน ซึ่งนายกรัฐมนตรี หลี เค่อเฉียง ได้มีบทบาทที่สำคัญในการผลักดันกรอบความร่วมมือนี้ สำหรับการประชุมในวันนี้เป็นการเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ร่วมกันเพื่อส่งเสริมความไว้เนื้อเชื่อใจและสร้างพลวัตในการขับเคลื่อนความร่วมมือที่เป็นประโยชน์เท่าเทียมกันแก่ทุกประเทศและประชาชน เป้าหมายที่สำคัญของกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนุภูมิภาค ลดช่องว่างด้านการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันเองและระหว่างประเทศสมาชิกกับประเทศนอกภูมิภาค
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมือภายใต้ 3 สาขาที่ครอบคลุมด้านการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมไปถึงสังคม วัฒนธรรม และปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชน สอดคล้องกับสามเสาหลักของอาเซียน และเชื่อมั่นว่า กรอบความร่วมมือนี้จะเป็นประโยชน์ในการสร้างความเข้มแข็งแก่อนุภูมิภาค รวมทั้งสนับสนุนการสร้างประชาคมอาเซียน พร้อมกันนี้ ไทยในฐานะประธานกลุ่ม G77 ณ นครนิวยอร์ก ในปีนี้ พร้อมเป็นสะพานเชื่อมระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อให้ความร่วมมือภายใต้กรอบนี้ส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 แม้ว่าจะมีความร่วมมือในสาขาที่รอบด้าน แต่ภารกิจที่ท้าทายของกรอบความร่วมมือใหม่นี้คือ การมีความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์และเพิ่มคุณค่าต่อกรอบความร่วมมืออื่น ๆ ที่มีอยู่ ซึ่งเป็นที่เห็นพ้องกันว่า คุณค่าเพิ่มสำคัญประการหนึ่ง คือ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อมนุษยธรรมและผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน การจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำภายใต้กรอบแม่โขง-ล้านช้างจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมความร่วมมือเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม ในโอกาสนี้ ประเทศสมาชิกเห็นพ้องว่าควรเร่งกำหนดแผนการทำงานของศูนย์นี้อย่างชัดเจน มีระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยเชื่อมโยงกับศูนย์บริหารจัดการน้ำในแต่ละประเทศ รวมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถ และวิจัยร่วมกัน
นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกตกลงกันว่าจะเน้นสาขา 5 ด้าน ได้แก่ ความเชื่อมโยง ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและการผลิต ความร่วมมือเศรษฐกิจข้ามพรมแดน การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตรและการลดความยากจนในระยะแรกของการก่อตั้งกรอบด้วย และเพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของไทยที่จะมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในกรอบนี้ ประเทศไทยได้เสนอโครงการเร่งด่วนในด้านต่าง ๆ ร่วมกับประเทศสมาชิก อาทิ โครงการเพิ่มขีดความสามารถในการลดความยากจนซึ่งไทยพร้อมจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนแก่ประเทศสมาชิก นอกจากนี้ ไทยได้เสนอให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างทักษะและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีระหว่างผู้ประกอบการในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษข้ามพรมแดนเพื่อส่งเสริมความร่วมมือและเชื่อมโยงระหว่างเขตเศรษฐกิจที่มีอยู่ในประเทศสมาชิก และจะร่วมกับจีนในโครงการด้านสาธารณสุขเกี่ยวกับการป้องกันโรคระบาดที่มีแมลงเป็นพาหะ รวมไปถึงโครงการหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจ และภาษาอังกฤษ ซึ่งได้เสนอร่วมกับเวียดนามด้วย

