เมื่อวันที่ 18 มกราคม น.ส.ธนพร วิจันทร์ รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) เปิดเผยว่า หลังทราบตัวเลขค่าจ้างขั้นต่ำ คสรท.เตรียมจัดประชุมเร่งด่วนร่วมกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงการปรับค่าจ้างขั้นต่ำดังกล่าว ในวันที่ 22 มกราคมนี้ อย่างไรก็ตาม คสรท.ยังยืนยันจุดยืนว่าค่าจ้างต้องเท่ากันทั่วประเทศ
“มองว่าการเคาะค่าจ้างของบอร์ดค่าจ้าง ไม่ได้เป็นไปตามหลักการขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) คือ ทำงาน 1 คน ต้องเลี้ยงคนในครอบครัวได้อีก 2 คน แรงงานจึงจะอยู่ได้ ก่อนหน้านี้ รัฐบาลและกระทรวงแรงงานพยายามอธิบายว่าไม่สามารถปรับค่าจ้างให้เท่ากันทั่วประเทศ กระทั่งที่ประชุมบอร์ดค่าจ้าง ชุดที่ 19 ได้มีมติปรับขึ้นค่าจ้างทั่วประเทศ แบ่งอัตราค่าจ้างเป็น 7 กลุ่มโซน เดิมการพิจารณาค่าจ้างครั้งล่าสุด ประจำปี 2560 ปรับค่าจ้างแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มโซน สถานการณ์เดิมแย่พออยู่แล้ว ยิ่งมาแบ่งยิบย่อย ซ้ำเติมค่าจ้างของแรงงานไปอีก” น.ส.ธนพร กล่าวและว่า การพิจารณาค่าจ้างเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 น่าสนใจว่ากลุ่ม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา เป็นกลุ่มจังหวัดไม่ปรับขึ้นค่าจ้าง แต่ปีนี้จัดอยู่ในกลุ่มอัตรา 308 บาท หรือ ปรับขึ้นค่าจ้างเพียง 8 บาท นั้น มองว่าไม่สอดคล้องกับบริบทจริง ควรปรับเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มแรงงานใน 3 จังหวัด ต้องทำงานอยู่บนความเสี่ยง รัฐบาลจำเป็นต้องเยียวยาแรงงานกลุ่มนี้
น.ส.ธนพร กล่าวว่า ส่วนในกลุ่มอัตราอื่นๆ คสรท.ไม่แน่ใจว่าบอร์ดค่าจ้างใช้หลักเกณฑ์แบบใดพิจารณา หากถามว่ายอมรับตัวเลขได้หรือไม่นั้น คงไม่ได้ เพราะไม่เป็นไปตามหลักการที่ต้องเท่ากันทั่วประเทศ บวกกับตัวเลขยังไม่เป็นตามที่ทางกลุ่มแรงงานได้เคยเสนอก่อนหน้านี้คือ 360 บาท
“ถ้าปรับเท่ากัน 330 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ยังจะเป็นตัวเลขที่ยังรับได้ ทำให้กลุ่มเห็นว่าต้องเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการปรับขึ้นค่าจ้าง ประจำปี 2561” น.ส.ธนพร กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ใช้ค่าแรงงานลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า น.ส.ธนพร กล่าวว่า รัฐบาลได้มีนโยบายมากมายในการอุ้มกลุ่มนายทุนและบริษัทรายใหญ่ และกลุ่มนายทุนต่างได้รับมาตรการลดหย่อนภาษีมาตลอด แต่กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ที่มีจำนวนมากในประเทศไทย จะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างแน่นอน เพราะไปกระตุ้นให้รายจ่ายต้นทุนการผลิตมากขึ้น แต่ไม่ได้รับมาตรการช่วยเหลือใด
ด้านนายชาลี ลอยสูง รองประธาน คสรท.กล่าวว่า 5-22 บาท น่าพอใจในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ตอบโจทย์ เพราะที่เรียกร้องคือขึ้นในอัตราที่เท่ากันทั่วประเทศ ทั้งนี้การเพิ่มจาก 4 เป็น 7 อัตรา กรณีบอร์ดค่าจ้างต้องชี้แจงเหตุผลให้ชัดเจนด้วย
“เศรษฐกิจในกรุงเทพฯ ตอนนี้ ไม่แพงสุดแล้วอย่างนั้นหรือ ถึงได้ถึงได้ต่ำกว่าภูเก็ต ชลบุรี ระยอง หรือจังหวัดที่มีพื้นที่ใกล้กัน กลับได้รับการขึ้นค่าจ้างไม่เท่ากัน เช่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ติดกันแต่ค่าจ้างไม่เท่ากัน มีปัญหาหรือไม่ หรืออย่าง 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวมแล้วได้ 308 บาท เหตุใดได้น้อยกว่าชาวบ้าน ทั้งๆที่เป็นพื้นที่ค่อนข้างอ่อนไหวในหลายเรื่องทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และความรุนแรง ยิ่งมีความเหลื่อมล้ำค่าจ้างแล้วใครจะไปอยู่ตรงนั้น” นายชาลี กล่าวและว่า ตั้งข้อสังเกตอีกว่า เหตุใดต้องให้มีผลวันที่ 1 เมษายน เพราะทำให้ผู้ค้าขึ้นราคาของไปรอ ลูกจ้างไม่ได้อะไรอีกตามเคย ส่วนเรื่องการปรับโครงสร้างเงินค่าจ้าง ก็ถือว่าการเรียกร้องประสบความสำเร็จไปครึ่งหนึ่ง แต่เหตุใดต้องเริ่มที่สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 50 คนขึ้นไป เหตุใดไม่ทำให้พร้อมกันทั้งหมด

