เป็นบุคคลสาธารณะ ออกมาแสดงความเห็นประเด็นการเมืองผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว “Nitipong Honark” บ่อยอย่างยิ่ง สำหรับนักแต่งเพลงชื่อดัง “ดี้- นิติพงษ์ ห่อนาค” ซึ่งนอกจากจะเป็นที่ฮือฮา เรียกยอดไลท์ยอดแชร์ไปเป็นจำนวนมากแล้ว ยังมี “วาทะเด็ด” ที่อ่านแล้วบางประโยคก็ถึงกับอึ้งในความกล้าหาญชาญชัย วิพากษ์วิจารณ์อย่างชนิดที่เรียกว่าไม่กลัวเปลืองตัว
ในช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีไปแตะต้อง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พี่ใหญ่ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายรัฐมนตรี ในประเด็นนาฬิกาหรู เรียกร้องให้ลาออก จนหลายคนถึงกับบอกว่า ดี้-นิติพงษ์ เปลี่ยนใจไม่เชียร์ คสช. แล้ว พร้อมประโยคเด็ด “กองหนุนกุมกบาล เหมือนเตะเข้าประตูตัวเอง” แต่ล่าสุด นักแต่งเพลงชื่อดังก็กลับมาพร้อมยืนยันอย่างมั่นคงว่า ยังเป็นกองหนุนลุงตู่เหมือนเดิม
เห็น ดี้- นิติพงษ์ เหนียวแน่นเชียร์สุดใจแบบนี้ “มติชนออนไลน์” ลองย้อนกลับไปดูวาทะเด็ด ประโยคโดนๆ ของนักแต่งเพลงผู้นี้ ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยคัด 5 เรื่องราวเด็ดที่อ่านแล้วถึงกับขอคอนเฟิร์มว่า เขายังคงเป็นแฟนที่เหนี่ยวแน่นของ “บิ๊กตู่” แห่ง “คสช. ยูไนเต็ด” จริงๆ แหละ
1. มหรสพประชาธิปไตย (24 กรกฎาคม 2559 )
ประเด็น: กกต.เตรียมจัดลงประชามติ “ร่างรัฐธรรมนูญ”
“ฝ่ายการเมืองก็กล่าวหาว่าฝ่ายร่าง มีจุดประสงค์จะรังแกฝ่ายการเมือง ฝ่ายร่างก็บอกว่า ถ้าทำหน้าที่นักการเมืองอย่างมีอุดมการณ์ ก็ไม่ควรเดือดร้อน ฯลฯ มีคำถามพ่วงอีก ว่าจะให้ ส.ว.มีสิทธิ์โหวตรับนายกฯ ร่วมกับ ส.ส.ไหม ในช่วงปฏิรูป เป็ดห่านเอ๊ย…ฉันตามไม่ทันเกมของท่านๆ ดอก แล้วก็เป็นเรื่องที่มีเครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เครือข่ายอะไรโน่นนี่ มารวมตัวกันต่อต้าน อีกฝ่ายก็รวมตัวกันเห็นด้วย มันจะจบลงไหม ฉันเรียกร้องมาสองสามทีแล้วว่า ขอเถิด มาดีเบตกันเถิด ออกไพรม์ไทม์ทุกช่องไปเลย ชั่วโมงสองชั่วโมงก็รู้เรื่องแล้ว จะไปต่างอะไรกับถ่ายทอดมวยไทยทุกช่อง คนไทยชอบมหรสพ ก็จัดมหรสพประชาธิปไตยเถิด
“ฉันไม่ได้คิดว่าฉันคิดคนเดียวดอก แต่ก็ได้ยินว่า กกต.เขาจะพยายามจัดขึ้นให้ได้ คือ อย่ามาพูดภาษาที่ชาวบ้านไม่เข้าใจเลย เอาแบบชัดเจนเถิด เพราะชาวบ้านจำเป็นต้องเข้าใจ ก่อนจะไปลงประชามติ ถ้าชาวบ้านไปลงประชามติแบบ เออ กูไม่รู้เรื่องว่ะ ก็ลงไปแบบปั่นแปะละกัน เสียเงินเป็นพันล้าน ลงประชามติเพื่อไรจ๊ะ คุณหลวงประชากล้านอนหงาย จัดดีเบตเถิด ประกาศทั่วเมืองไทยว่า นี่คือ สิ่งที่น่าตื่นเต้น เหมือนดูมวยไทยไฟต์ ให้ชาวบ้านตื่นเต้น อยากจ้องรอดู เหมือนได้ดูมวย ดูบอล ดีๆ
2. นกหวีดเบอร์ 44 อาจจะเป่าไม่ดัง (4 ตุลาคม 2559)
ประเด็น : ผลงานรัฐบาล-อุทยานราชภักดิ์, ดูงานฮาวาย
“ฉันเป็นคนเชียร์กีฬานะแม่ประไพ ฉันมีทีมที่รัก แต่ด้วยความจริงใจ ฉันก็จะเห็นข้อด้อยข้อดีของทีมรักของฉัน และจะไม่เชียร์ส่งเดช ถ้ากองหลังไม่ดี ฉันก็จะวิจารณ์ ถ้ากองหน้าดี ฉันก็จะปลื้ม ตอนนี้ทีม คสช. ยูไนเต็ด ทำคะแนนอยู่เป็นจ่าฝูงมาตลอด ผู้จัดการทีมเก่ง ทำงานดี แต่อารมณ์ แบบเดียวกับมูริญโญ่ คู่ต่อสู้ตอนนี้ ได้ช่องเจาะ ทั้งเรื่อง อุทยานราชภักดิ์. น้องชายโค้ชเล่นเกมโฉ่งฉ่างเข้าประตูตัวเอง ผู้ช่วยโค้ชบินพาสตาฟโค้ชไปประชุมงาน ด้วยราคาที่กองเชียร์เริ่มสงสัยพอๆกับ กองเชียร์ตรงข้าม ผู้นำดีๆ แวดล้อมด้วยกองหน้ากองกลางกองหลัง ที่ดีบ้าง ถ่วงบ้าง ยังไงเจอทีมคู่ต่อสู้ที่มีทีมแข็งแรง แผนดี ก็จะเพลี่ยงพล้ำนี่แหละ
“ฉันเชียร์ทีมของฉัน เชียร์สุดใจ แต่ก็หงุดหงิดที่ทีมที่ฉันเชียร์มันเล่นไม่ดีกว่า แถมยังโง่กว่า ผู้จัดการทีม จัดทีมสตาฟโคช กับผู้เล่นบางตัวใหม่เถิดครับ ฉันเป็นคนไทย ยังไงก็เชียร์เกียรติศักดิ์ รสโอชา แก้แผลให้เคลียร์นะครับ แผลที่ไม่ว่าจะถูกคุ้ยด้วยผู้รู้ สื่อ หรือฝ่ายตรงข้าม ถ้าไม่เคลียร์นกหวีดเบอร์ 44 อาจจะเป่าไม่ค่อยดังละ จากแฟน คสช.ยูไนเต็ด”
3.กลับไปสมบูรณาญาสิทธิราชย์เถิด (11 มกราคม 2560)
ประเด็น : เรียกร้องปลดล็อก ถามวันเลือกตั้ง
“นักเลือกตั้ง บัดนี้ ไม่ได้ว่า ว่าทุกคนสามานย์ไปเสียทั้งหมด แต่พวกคุณตอนนี้ เรตติ้งต่ำมาก ช่วยสงบปากคำกันบ้างก็ดี ประชาชนชอบ คุณมาจากแนวทางที่สากลโลกยอมรับประชาธิปไตย แต่คุณไม่มีคุณภาพพอที่จะมีบารมีให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ไม่ว่าพรรคไหน อยากให้ไปคุยกันดีๆ อย่าเอาแต่ใจตัวกันนัก จงยอมรับด้วยเถิด คุณนักการเมืองทั้งหลาย ว่าคุณได้สร้างปัญหาให้บ้านเมืองมากนัก ทั้งที่เจตนาเพื่อส่วนรวม และเจตนาเพื่อพวกพ้องตนเอง
“แต่ไอ้พวกไม่กี่คนนี่แหละ ทำให้คนอีกหกเจ็ดสิบล้านคนมีความสุขหรือไม่ก็เดือดร้อน ถ้าถึงเวลาที่พวกท่านที่คิดว่าเป็นนักการเมือง รักชาติ ก็เช้าไปจับไข่คุยกันบ้างเหอะ ว่าจะกำหนดทิศทางไปทางไหน ถ้าไม่เช่นนั้นนะ กลับไปสมบูรณาญาสิทธิราชย์เถิด”
4. นักการเมืองไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าทหาร (30 พฤษภาคม 2560)
ประเด็น : เรียกร้องเลือกตั้ง, จับมือสู้ทหาร
“ทหารหรือนักการเมืองก็ถนัดกันไปคนละอย่าง…ถ้าจะทำงานเพื่อชาติ ถามว่าถ้าจะโกงหรือไม่โกง ก็มีสิทธิ์โกงได้พอกัน แต่คนไทยส่วนใหญ่เห็นการทำงานและความเป็นนักเลงสู้ตาย ช่วยเหลือราษฎร จากทหารมากกว่า คงเพราะทหารเป็นสถาบันชัดเจน และมีเครื่องไม้เครื่องมือมากที่จะช่วยเหลือประชาชนโดยไม่ต้องหาเสียงส่วนตัว สถาบันทหารจึงเป็นที่ไว้วางใจ นักการเมืองยังไม่เป็นสถาบันเท่า..แล้วก็ยังขัดแย้ง ซึ่งสร้างภาพให้ชาวบ้านเห็นว่า นักการเมืองไม่ค่อยน่าไว้ใจพึ่งพาเท่าทหาร
“สรุป ตอบโจทย์สี่ข้อของลุงตู่นะแม่ประไพนะ ลุงจัดไปเหอะ ฉันถือว่าลุงเกรงใจทุกฝ่ายแล้วนะ ทั้งเกรงใจด้วย ทั้งต้องปรามด้วย พวกฝั่งการเมืองน่ะ ทะเลาะกันมาแทบเป็นแทบตาย พอถึงวันนี้ ก็มาคิดตรงกัน มาต่อสู้กับลุงคอสอชอ…ช่วยกันทำบ้านเมืองให้มันดีก่อนได้ไหม..เมื่อไหร่หัดเล่นการเมืองแข่งขันกันแบบมีกติกาจริยธรรมหน่อย..รู้แพ้รู้ชนะ รู้กติกา อย่างบ้านเมืองที่เขาทำกันได้ รับรอง ทหารไทย มีหน้าที่เป็นรั้วแล้วแน่นอน ไม่มีพลังอันใดดอก…เมื่อไรนักการเมืองสร้างศรัทธาได้มากกว่าทหาร ทหารก็เข้ากรมกองไป เท่านั้นแหละ”
5. เผด็จการที่หน่อมแน้มที่สุด (14 พฤศจิกายน 2560)
ประเด็น : ป้ายผ้าฟุตบอลจตุรมิตร
“ทีแรกนึกว่า พวกหัวก้าวหน้านิยมปฏิวัติ เป็นคนเหยียดคนรุ่นอนุรักษ์นิยม ใช้คำว่ากะลาแลนด์ ตอนนี้ คำว่ากะลาแลนด์ ถูกตีกลับเป็นกะลาธิปไตย คนที่พูดแต่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตย เลือกตั้ง เลือกตั้ง กลายเป็นกะลาธิปไตย วาทกรรมไทยเรานี่ มันโลดโผนจริงหนอ ผู้ที่ฝักใฝ่คุณปรีดี พนมยงค์ ตั้งสมญาประเทศไทยปัจจุบันว่าเป็นกะลาแลนด์
“แต่วันนี้ ผู้ที่ไม่ฝักใฝ่คุณปรีดี ได้แต่งตั้งพิสูจน์เสร็จสรรพแล้วว่า คุณปรีดีนี่แหละคือผู้ประศาสน์การความเป็นกะลาแลนด์ ฉันรู้มากนะ แต่ฉันขอพูดน้อยดีกว่า ฉันรู้สึกเองเฉยๆนะแม่ประไพ ฉันว่าคุณปรีดีพยายามสร้างสรรค์ให้กับเมืองไทยนะ เพียงแต่คุณปรีดียังอ่อนเยาว์เกินกว่าจะแยกทุ่งลาเวนเดอร์กับทุ่งกุลาร้องไห้ให้แตกต่างกันได้ ผลพวงที่มาถึงวันนี้ ไอ้จุกไอ้แกละมึงจำไว้ ไม่ว่ามันจะกะลาหรือไม่กะลาอะไรก็ตามมันก็เป็นผลพวงมาจากวันวานทั้งสิ้น อาจจะโทษเจ้านายว่ายังงั้นยังงี้ ตามที่ได้ยินมา..แต่พ่อมึงที่มึงเคารพหนักหนา ก็ทำให้เป็นแบบนี้ มีส่วนร่วมด้วยอย่างหนัก พ่อมึงปฏิวัติ กระชากอำนาจมาจากเจ้านาย ด้วยความอ่อนเยาว์ ใจเริง ก็คือผลพวงของทุกวันนี้ ลุงตู่เป็นปลายแถวของจอมพล ป. จอมพล สฤษดิ์ จอมพล ถนอม ฯลฯ ลุงตู่เป็นเผด็จการที่หน่อมแน้มที่สุดเท่าที่เกิดมาได้เห็น รำคาญลุงตู่ อยู่กันแบบสบายสงบกันบ้างเถิด ไอ้จุกไอ้แกละเอ๊ย”

