เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนพร้อมองค์คณะรวม 9 คน ไต่สวนพยานโจทก์ครั้งที่ 5 คดีโครงการรับจำนำข้าวที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท
ก่อนเริ่มการไต่สวนพยาน องค์คณะฯชี้แจงคู่ความ 2 ฝ่ายว่า ตามที่ทนายความจำเลยได้ยื่นคำร้องกรณีมีสื่อมวลชนหลายฉบับได้พาดหัวข่าว และการวิเคราะห์คำเบิกความพยานจะเป็นการชี้นำสังคม เพื่อให้ศาลมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใด หลังจากก่อนหน้านี้สำนักงานศาลยุติธรรมออกแถลงการณ์ทำความเข้าใจกับสื่อสารมวลชนทั่วไปแล้วในการระวังการนำเสนอจะชี้นำหรือบิดเบือน แต่การที่ศาลจะพิจารณามีคำสั่งใด ก็ต้องสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของจำเลยและสิทธิของสื่อสารมวลชนในการรายงานข้อเท็จจริงเรื่องของกระบวนการภายในห้องพิจารณาคดีที่ศาลยอมรับอยู่ เพราะเป็นการไต่สวนอย่างเปิดเผย ศาลพิจารณาแล้ว จะให้สำนักงานศาลยุติธรรมดำเนินการเพื่อให้จำเลยเกิดความสบายใจ
ต่อมาศาลมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องวันที่ 8 มีนาคม 2559 ว่า ตามที่ศาลเคยมีคำสั่งห้ามคู่ความเสนอข่าวชี้นำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด แต่ปรากฏว่า ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์-7 มีนาคม 2559 มีสื่อมวลชนบางราย เช่น หนังสือพิมพ์แนวหน้า ผู้จัดการออนไลน์ และสถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ ได้พาดหัวข่าว และนำคำเบิกความของพยานมาขยายความ การนำเสนอเนื้อหาดังกล่าวอาจทำให้เกิดอิทธิพลต่อการพิจารณาคดีของศาล และเป็นการชี้นำให้ประชาชนเข้าใจผิด ที่จะเป็นการกระทำละเมิดอำนาจศาล จึงขอให้ศาลเรียกผู้เสนอข่าว บรรณาธิการ หรือผู้เกี่ยวข้อง มาไต่สวนหรือกำชับเรื่องการนำเสนอข่าว ศาลพิจารณาและตรวจสอบคำร้องแล้วเห็นว่า เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นข้อเท็จจริงปรากฏในห้องพิจารณาคดี อาจมีพาดหัวข่าวเป็นอิทธิพลต่อการพิจารณาคดีของศาลและความเข้าใจอย่างหนึ่งอย่างใดของประชาชน องค์คณะฯเสียงข้างมากเห็นว่าให้สำนักงานศาลยุติธรรมเรียกบรรณาธิการ นสพ.แนวหน้า ผู้จัดการออนไลน์ และสถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ มาทำความเข้าใจกรอบการนำเสนอข่าวด้วยความระมัดระวัง

