นับแต่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ออกมาเสนอ “กัปปิยโวหาร” ว่าด้วย “กองหนุน” เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม
สถานการณ์ได้เกิด “แปรเปลี่ยน” เป็นอย่างมาก
ทั้งๆ ที่ความจริง สิ่งที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นำเสนอคำว่า “กองหนุน” เสมอเป็นเพียงการสรุปจากสภาพความเป็นจริงที่มองเห็นและเป็นอยู่
มองเห็นตั้งแต่มีการปรับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ออกจาก ครม.เมื่อเดือนสิงหาคม 2558
มองเห็นตั้งแต่ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ลาออก
แต่ความเฉียบแหลมของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ คือ การทำให้แต่ละสถานการณ์ดำรงอยู่อย่าง “ตกผลึก”
ทำให้เห็น “สภาพ” และความเป็นจริงของ “คสช.” ได้ชัด
จะทำความเข้าใจกรณีนี้ต้องมองสภาพการณ์การเมืองไทยนับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา
1 มีคนเห็นด้วย มีคนชื่นชอบ คสช. ชื่นชอบรัฐบาล
คนเหล่านี้ด้านหลักคือ ผู้ที่ร่วมเคลื่อนไหวกับ “กปปส.” และอีกส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่ไม่ชอบ “ทักษิณ” ไม่ชอบ “ยิ่งลักษณ์”
1 มีคนไม่เห็นด้วยกับ “รัฐประหาร”
ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับว่าก็คือ คนที่ไม่เห็นด้วยกับ “รัฐประหาร” จากเดือนพฤษภาคม 2557 จนถึงเดือนมกราคม 2560 ก็ยังไม่เห็นด้วย
ขณะเดียวกัน คนที่เคยชมชอบ เคยเห็นด้วยกับ “รัฐประหาร” ได้เกิดการแปรเปลี่ยนเป็นลำดับๆ
คนเหล่านี้แหละที่เรียกว่า “กองหนุน”
คนเหล่านี้แหละที่ไม่เพียงแต่จะถอยห่างจาก “คสช.” หากมีจำนวนไม่น้อยได้หันไป “ต่อต้าน”
และมีจำนวนมากขึ้น มากขึ้นเป็นลำดับ
กัปปิยโวหารอันมาจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงเป็นกัปปิยโวหารอันมีผลสะเทือนโดยตรงต่อ “คสช.”
เป็นการเตือนด้วยความห่วงหา อาทร
หาก “คสช.” เข้าใจในความปรารถนาดีก็ชอบที่จะปรับปรุงและแก้ไขตนเอง เพื่อดึง “กองหนุน” ที่แปรพักตร์ให้หวนกลับมาแวดล้อมอีกคำรบหนึ่ง
แต่หากไม่เชื่อและไม่ดึงก็อาจจะต้อง “เหนื่อย”

