ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของการเข้ามีมีอำนาจโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งนับเป็นรัฐบาลที่มาจากการปฎิวัติที่ครองอำนาจอย่างยาวนาน ต่างจากการปฎิวัติในปี 2549 ที่ใช้เวลาราวปีกว่าก็คืนอำนาจ หรือย้อนกลับไปในยุค รสช.อย่างมาก
และแม้จะถูกกดดันจากนานาชาติ แต่ในปัจจุบันก็ยังมีแนวโน้มของโรดแมปที่อาจจะต้องเลื่อนไปอีก ด้วยกลไกของสภาอันเป็นปัญหาจากการขยับเวลาบังคับใช้กฎหมายลูก รวมถึงข่าวการพบปะนักการเมืองของนายกฯ จนสังคมตั้งคำถามเรื่องการสืบทอดอำนาจ
ในสภาวะของสังคมที่ไม่มีประชาธิปไตย นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคิดอย่างไร และมองปัญหาสังคมการเมืองขณะนี้อย่างไร มติชนออนไลน์ นำคำถามใหญ่ๆทางการเมืองหลายเรื่องไปถามกับ กษิต ภิรมย์ อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ
-ข้อคิดจากการทำงานสปท.
รัฐบาลอยากปฎิรูปโดยตั้ง สปช.ก่อน จากนั้นก็มาตั้ง สปท. ซึ่งการปฏิรูปก็หมายความว่าจะต้องทำทุกอย่างดีขึ้น ในกรอบของเสรีประชาธิปไตย เพราะ คสช.เข้ามาเพราะบอกว่าประชาธิปไตยล้มเหลว ก็จะทำทุกอย่างให้ดีขึ้นแล้วส่งมอบให้ประชาชนผ่านการเลือกตั้ง ในวันที่ 22 พ.ค. 2557 คนเข้าใจแบบนี้
นอกจากการปฏิรูประบบการเมืองก็จะต้องมีการปฏิรูประบบราชการ โดยเฉพาะการกระจายอำนาจ ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีการกระจายอำนาจไปยัง อปท. ซึ่งการปฏิรูปครั้งนี้ก็ควรจะกระจายอำนาจให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ตามหลักการประชาธิปไตย นอกจากนี้ ควรมีการแบ่งแยกอำนาจจากรัฐบาลกลางและจังหวัดต่างๆ เพราะขณะนี้มีเพียงกรุงเทพมหานครจังหวัดเดียวที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ จึงนับเป็นความเหลื่อมล้ำระหว่างคน 5 ล้านคนกับคน 62 ล้านคน
คสช. เข้ามาบอกว่าจะสร้างความเสมอภาค ก็ต้องทำตรงจุดนี้ให้ได้ คนต่างจังหวัดต้องมีสิทธิเท่าคนกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ตั้งแต่พันธมิตรฯ จนถึง กปปส.ก็มีการเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการ รวมถึงยังเรียกร้องการลดความเหลื่อมล้ำ ระหว่างผู้มีอันจะกินในตัวเมืองกับคนหาเช้ากินค่ำ เช่น กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเมืองที่มีทุกอย่างในระดับโลก แต่ในท้องถิ่นอื่นๆก็ยังขาดสาธารณูปโภคพื้นฐาน นี่คือความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ นี่คือเรื่องหลักๆ แต่คำถามคือสี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลคสช. ทำอะไร ผมเห็นว่าไม่เห็นจะมีการดำเนินการใดๆดังที่ผมได้กล่าวมา ตอนนี้ความรู้สึกของคนทั่วไปโดยเฉพาะ กปปส. เรื่องกระจายอำนาจและการลดความเหลื่อมล้ำยังไม่เกิดขึ้นเลย

ถามว่าผมได้รับบทเรียนอะไรจากการไปอยู่สปท. 2 ปี มันคือการเพิ่มอำนาจให้ส่วนกลาง โดยเฉพาะทางกระทรวงมหาดไทย ที่เน้นเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในต่างจังหวัดมีผู้ว่าฯเป็นประธานทุกอย่าง อีกทั้งยังได้มีการเพิ่มงบให้ผู้ว่าฯ ทั้งๆที่ควรจะให้อบจ. มันก็มีปัญหา รวมถึงงบประมาณของหน่วยงานต่างๆที่ไปมีสำนักงานในจังหวัดแทบจะทุกกระทรวง ทบวง กรม แม้แต่กระทรวงต่างประเทศอย่างมีสำนักงานกงสุลในต่างจังหวัดหลายแห่ง ถ้าจะกระจายอำนาจมันต้องลดหน่วยราชการกลางในต่างจังหวัด แต่ตอนนี้มันมากขึ้นและใหญ่ขึ้น การเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าฯเท่ากับเพิ่มอำนาจให้ส่วนกลาง ขณะเดียวกันก็มีการตั้งคณะกรรมการประสานระดับชาติอีกมากมายที่มีนายกฯเป็นประธาน ก็เป็นการเพิ่มภาระให้นายกฯเสมือนกับว่านายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นยอดหนุมาน ทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง มีความจำยอดเยี่ยม
ส่วนการลดความเหลื่อมล้ำก็มีการทำโครงการประชารัฐ และเมกะโปรเจคต่างๆ ผมมองว่าเป็นการฮั๊วกันของรัฐบาลทหารกับกลุ่มทุนใหญ่ ผมคิดว่ามันขัดกับรัฐธรรมนูญที่บอกว่ารัฐต้องไม่ทำมาค้าขาย รัฐไม่มีหน้าที่อุดหนุนค้ำจุนหรือจุนเจือเอกชน เขาอยากจะทำอะไรให้สังคมก็เป็นเรื่องของเขา เรามีธนาคารของรัฐ การเคหะฯ แหล่งเงินมากมาย ถ้าอยากทำเรื่องบ้านที่คนจนสามารถจ่ายได้ก็ทำได้ นี่เราไปร่วมลงทุนกับบริษัทยักษ์ใหญ่มาทำ มันขาดการศึกษาหรือสถิติที่แน่ชัดว่าเรามุ่งจะลดความเหลื่อมล้ำจริง โครงการรถไฟกรุงเทพโคราชทำไมต้องมอบให้จีน รถไฟเร็วสูงเชียงใหม่ทำไมต้องมอบให้ญี่ปุ่น แล้วของประเทศยุโรป อื่นๆ ที่อาจจะดีกว่าทำไมไม่เลือก แปลว่าการตัดสินใจมันขาดความโปร่งใส การมีส่วนร่วม
หรือ อีอีซี ถามว่าใช้หลักเกณฑ์อะไรมากำหนด เราด่าประชานิยมยุคทักษิณแต่รัฐบาลนี้ก็ทำเต็มที่ตลอดสี่ปี หลายโครงการส่อว่ารัฐบาลกำลังฮั๊วกับทุนใหญ่ ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างน้อยยังมีเวทีให้พูดในรัฐสภาประชาชนก็ยังทราบว่ารัฐบาลทำอะไรอยู่ แต่นี่ประชาชนถูกปิดหูปิดตา รู้อีกที ก็ออกเป็นมติครม.แล้วไม่มีกระบวนการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ จะอ้างทำประชาพิจารณ์ ก็ทำโดยรัฐ การปฏิรูปทั้งหมดรัฐบาลไม่ได้ทำเพราะคิดว่าจะอยู่ในอำนาจต่อไป ต่างกับยุคพลเอกสนธิ บุญญารัตนกลิน ที่หมดภารกิจก็จากไป ทั้งนี้พลเอกประยุทธ์บอกจะมาจัดโต๊ะ แต่ตอนนี้เหมือนจะนั่งกินเองไปตลอด กลายเป็นทหารมีอำนาจการเมือง ข้าราชการประจำยุ่งกับการเมือง ซึ่งขัดกับระบอบเสรีประชาธิปไตยและการแยกอำนาจนิติบัญญัติบริหารและตุลาการ

-สมัยการเมืองปกติ ประชาธิปัตย์ บทบาทเฟื่องฟู ในฐานะฝ่ายค้าน พูดอะไรสังคมฟัง เป็นประเด็น พอมายุคนี้ เสียงที่เตือนไป รบ.ฟังไหม
ในช่วงสังคมประชาธิปไตย ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านรับพูดได้เต็มปากว่าในนามของพรรค สามารถปรึกษาหารือกันได้ เราให้เกียรติหัวหน้าพรรคเวลาพูดอะไรก็ถือว่าพูดในนามพรรค แต่ว่าตอนนี้มันไม่สามารถพูดในนามพรรคได้ เพราะรัฐบาลทหารไม่ยอมให้เราประชุมเป็นเรื่องเป็นราว โดยเฉพาะคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารของพรรค มันจึงไม่สามารถมีท่าทีทางการ มีเพียงการให้สัมภาษณ์ในนามบุคคล อันนี้ไม่ใช่ว่าพรรคการเมืองเสียหาย ประชาชนที่เสียหาย เพราะเขาไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลอีกฝั่ง เพราะข้าราชการซึ่งเป็นลูกน้องของพลเอกประยุทธ์ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลรอบด้านต่อการตัดสินใจที่จะผูกประเทศไปอีกนาน ซึ่งโดยมารยาทและจิตสำนึก เรื่องพวกนี้รัฐบาลเฉพาะกาลไม่ควรทำ ทั้งรถไฟฟ้าความเร็วสูง โครงการอีอีซี หรือเขตเศรษฐกิจชายแดน เรื่องใหญ่และกระทบคนจำนวนมากรวมถึงใช้เวลานานเหล่านี้ไม่ควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเฉพาะกาล
-มีแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ใครไม่ปฏิบัติตามอาจถูกลงโทษ
นี่แหละผมไม่เห็นด้วย ผมประกาศชัดในที่ประชุมสปท.มันไม่มีความชอบธรรม อรหันต์ที่นั่งอยู่ในกรรมการยุทธศาสตร์เป็นใคร เขาเป็นข้าราชการไม่ใช่ผู้แทนจากประชาชน เขาจะรู้อะไรไปกว่าพวกผมที่เป็นนักการเมือง แล้วคุณจะมาสั่งพวกผมที่มาจากฝ่ายการเมืองได้อย่างไร ที่สำคัญบริบทโลกภูมิภาคและสังคมไทยมันเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เขาเป็นผู้วิเศษมาจากไหนกัน ถ้ามีกรรมการยุทธศาสตร์เหล่านี้แล้วในอนาคตเราจะเลือกผู้แทนกันทำไม ก็ไม่ต้องมีเลือกตั้งก็เป็นเผด็จการไป คุณคิดเอง เออเอง ไม่มีความชอบธรรม
-พลเอกประยุทธ์พูดล่าสุดว่าเป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร
อันนั้นคือไม่มีสัจจะ คุณประยุทธ์บอกว่าจะเข้ามาจัดการบ้านเมืองในฐานะทหาร แล้วคุณประยุทธ์ก็ด่าพวกผมมาตลอดตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ว่านักการเมืองเลว หมายความว่าคุณได้เปลี่ยนจากนายทหารผู้รักชาติเป็นนักการเมืองเลวแล้วใช่ไหม คือถ้าคุณเป็นนักการเมืองแล้วคุณพูดได้อยู่คนเดียวทุกวัน แล้วนักการเมืองคนอื่นอีกหมื่นคนจะว่าไง ทำไมคุณห้ามผมพูด

-ล่าสุดมีภาพไปพบปะนักการเมืองกลุ่มต่างๆทั้งระหว่างลงพื้นที่ หรือบอกว่าบังเอิญไปพบ เช่นกลุ่มสะสมทรัพย์
งั้นแสดงว่าคุณประยุทธก็เป็นเหมือนสิ่งที่คุณเคยว่าไว้ก่อน อย่างนี้คุณต้องอยู่บนสนามเดียวกันสิครับ เปิดสนามแข่งกันสิครับ ต้องแฟร์สิ
-คิดไหมว่าคสช. จะกลับมามีอำนาจอีก ถ้าจะกลับมาจะกลับมายังไง
ไม่ใช่คิดครับ เขาวางมาตั้งแต่ในมุ้งแล้ว ผมไม่แคร์ว่าจะกลับมายังไง แต่ขอพูดในภาษานักเลงว่าถ้าเก่งจริงก็มาสู้กัน ผมไม่กลัวและผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่กลัวด้วย เราสู้มาทุกนายพลแล้ว ก็เห็นออกมาตั้งพรรคการเมืองทั้งนั้น มาเปิดเวทีสู้กันอย่างแฟร์ๆ ไม่ใช่พูดคนเดียว ถ้าทำตัวเป็นนักเลงก็ต้องมีใจเป็นนักเลงด้วย

-การที่ทหารยุ่งกับการเมืองขนาดนี้ สังคมไทยเสียอะไร
สิทธิเสรีภาพของคน การมีส่วนร่วม ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งปัจจุบันมันตรวจสอบไม่ได้ เรื่องนาฬิกาว่าอย่างไร เรื่องเรือดำน้ำว่าอย่างไร โครงการอุทยานราชภักดิ์ คุณมีสิทธิ์อะไรเอาเงินไปทำประชานิยม คุณมีสิทธิ์อะไรไปผูกปิ่นโตกับจีน มันไม่มีความโปร่ง มันเป็นเงินไม่ใช่แค่บาทสองบาทแต่มันหมื่นล้านแสนล้าน และที่ใช้ไปก็ไม่รู้ว่าจะเป็นผลดีต่อประเทศหรือไม่ ความน่าเชื่อถือในหรือเวทีระหว่างประเทศก็ไม่มี อย่ามาบอกว่าจีนชมทุกวัน แสดงว่าคุณได้รับการรับรอง ก็จีนเค้าเป็นระบอบเผด็จการ ก็เหมือนกับโจรรับรองโจรแล้วคุณก็ดีใจว่าโจรคนนั้นรับรองคุณ มันต้องได้รับการรับรองด้วยคนดีสิครับ
ส่วน สหรัฐฯยุโรป เขาก็คุยกับเราในฐานะพันธมิตรซึ่งจะทำอะไรที่ดีด้วยกันได้ เขาไม่ได้ทำโดยชื่นชมว่าเราเป็นเผด็จการที่ดี เขาไม่ได้ทำแบบรัฐบาลโอบาม่า ซึ่งพอเป็นรัฐบาลทหารแล้วไม่พูดด้วย อนาคตการเมืองจะเป็นอย่างไรมันขึ้นอยู่กับคนของเราเองว่าจะยอมอยู่ในระบบแบบนี้ต่อไปหรือไม่ อาจมีแม่ยกทั้งหลายเชียร์อยู่ แต่พวกผมซึ่งอยู่ฝ่ายเสรีประชาธิปไตย บอกไม่และผมปฏิเสธมาตั้งแต่ต้นแล้ว ซึ่งผมก็ถูกด่า แต่ถามว่าคนที่เชียร์ตอนนี้เป็นอย่างไร
-ปฎิเสธไม่ได้ว่าคนก็หนุนเยอะ อย่างร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกวิจารณ์ว่าทหารร่าง คนส่วนใหญ่ก็ลงมติว่ารับ
หนุนได้ครับ ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถามว่าคนที่เขาไม่เห็นด้วยเขาไม่มีโอกาสที่จะพูดได้เต็มที่ใช่ไหม รัฐธรรมนูญผมไม่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่รับร่าง เพราะมันไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ในกระบวนการของการยกร่างและเมื่อยกร่างเสร็จแล้วเวลาที่จะให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่ใช่เวทีเปิด มันเป็นเวทีที่ผู้ว่าฯไปจัดกับกกต. มันไม่ใช่ไม่แฟร์แต่มันไม่ถูกต้องเลย ถ้าย้อนกลับไปแล้วให้เวลาอีกฝ่ายพูดเท่ากันให้เต็มที่สิ มันไม่ได้มีการเอาคนไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยมาดีเบตกัน คนจำนวนมากเขาโอเคเพราะเขาก็อยากให้มันมีเลือกตั้งโดยเร็ว
-บทเรียนนักการเมือง
ทุกพรรคต้องปฏิรูปตัวเอง มันเป็นปรากฏการณ์ทั่วโลกที่คนทั่วไปในระบอบประชาธิปไตยจะเบื่อนักการเมืองในช่วง 20 ถึง 30 ปีที่ผ่านมา เพราะนักการเมืองเมื่อเข้ามาแล้วก็มาสาละวนกับอำนาจ ทะเลาะกัน จนไม่ได้ทำหน้าที่ เหล่านี้คือจุดอ่อนที่เรารู้แล้ว และพรรคการเมืองต่างๆต้องแก้ไข เอาความน่าเชื่อถือกลับคืนมา ต้องทำพรรคให้เป็นพรรคการเมือง ไม่ใช่อุตสาหกรรมในครัวเรือน แต่อย่าลืมนะความต่างระหว่างนักการเมืองจากเลือกตั้งและนักการเมืองจากปฎิวัติ มันคือการตรวจสอบได้ คิดว่านี่คือบทเรียนสำคัญ
-การเปลี่ยนผ่านปชต.ไทย ทำไมไม่ผ่าน
การที่มีคนชอบระบบอำนาจนิยมจำนวนมากไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเพราะเขาชอบแบบนั้น แต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนก็เพื่อเปลี่ยนสู่ระบบประชาธิปไตย นับถึงปัจจุบันก็มีความคืบหน้าในการเปลี่ยนไปสู่สังคมดังกล่าว แม้เราจะยังไปไม่ถึงดวงดาว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะหันกลับไปเป็นเผด็จการ มันก็จะมีแม่ยกและชนชั้นกลาง 4-5 ล้านคน รวมถึงนักธุรกิจ สื่อ นักวิชาการ ชอบความมีเสถียรภาพของระบบเผด็จการ แต่อย่าลืมเรายังไม่ได้ถามคนทั้ง 62 ล้านคน และอย่าลืมว่ายังไม่ได้ถามผมเลยเพราะถ้าถามผม ผมก็จะตอบว่าไม่ชอบ ผมต้องการสังคมที่มีการพูดจากัน สามารถที่จะแสดงออก สามารถที่จะชุมนุมได้ สามารถที่จะด่าทอกันได้บ้างก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่อยู่กันแบบกดๆแบบนี้ ผมถามต่อว่าการใช้อำนาจตามมาตรา 44 มันโปร่งใสไหม ชอบด้วยธรรมะหรือไม่ นี่มันคือการใช้อำนาจดิบอย่างเดียวนะ อยากรีเซตพรรคการเมืองก็สั่ง ทั้งที่กฎหมายพรรคการเมืองที่ตัวเองร่างก็บังคับใช้อยู่

-คนกลัว เบื่อ ความขัดแย้งในสังคมประชาธิปไตย
สองอาทิตย์ก่อนเกิดการประท้วงทั่วประเทศที่อิหร่าน ทั้งที่เป็นประเทศเผด็จการศาสนามานาน นี่ขนาดประเทศเผด็จการเขายังมีประท้วงเลย แล้วคุณจะบอกว่าสังคมประชาธิปไตยไม่ต้องมีการประท้วงได้ไง เผด็จการก็มีประท้วงเพราะความขัดแย้งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ผัวเมียอยู่ในครอบครัวเดียวกันยังเถียงกันเลย ใครบอกว่าขัดแย้งไม่ดี ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติแต่คำถามคือขัดแย้งแล้วจะหาข้อยุติอย่างไร
มันมี 3 วิธีหากมนุษย์ขัดแย้งกันคือ 1.ฆ่ากันให้สำเร็จ 2.ใช้กฎเหล็กเช่นมาตรา 44 กดคนไว้ 3.มานั่งจับเข่าคุยกันเพราะเราเป็นมนุษย์ มีความศิวิไลซ์ ผมเลือกทางที่สาม ถามว่าพระพุทธเจ้าตอนตรัสรู้แล้วท่านไปชี้นิ้วให้คนอื่นตรัสรู้หรือเปล่า ท่านพูดคุย ผมถามคนไทยว่าจะอยู่กันอย่างไรหากขัดแย้งกัน หนึ่งต้องฆ่ากันให้ถึงที่สุด หรือสองเพื่อให้มันเงียบก็เอารถถังมานั่งทับหัวผม สาม มานั่งจับเข่าคุยกันและพยายามที่จะหาทางออก ด้วยหลักศีลธรรมกฎหมายและความเอื้ออาทรต่อกัน ถ้าจะเอาอันที่สองก็ไม่ต้องมีเลือกตั้ง
-ถ้าอยากจะสร้างนักการเมืองที่ดีแบบสังคมที่เจริญแล้ว สร้างได้ไหม
เขาใช้เวลา มันเป็นพัฒนาการ ตั้งแต่การศึกษา เราไม่เคยสอนวิชาการเมือง มีวิชาหน้าที่พลเมืองก็สอนผิดๆถูก ไม่เน้นเรื่อง สิทธิ เสรีภาพ แต่ไปเน้นเรื่องระเบียบวินัย ทั้งที่ต้องพูดเรื่องสิทธิก่อน คนเราเกิดมาเป็นไท เราจะตรัสรู้ได้ต้องมีอิสระทางความคิด พุทธเจ้าท่านไม่ใช่เผด็จการ คนต้องมีสิทธิเสรีภาพถึงจะตรัสรู้ได้ แต่คนเราจะบรรลุอะไรไม่ได้ถ้ามีคนมากดให้เราคิดตาม
-เหลือเวลาอีกเกือบปี ถ้าคุณเป็นนายกฯจะทำอย่างไร
ผมจะต้องสร้างความปรองดองในสังคมไทย ผมชอบใช้คำว่าสมัครสมานสามัคคี ผมคิดว่าการประท้วงทั้งหมด 10 กว่าปีที่ผ่านมา มันเป็นการประท้วงจากปัจจัยทางการเมือง มันจะต้องยุติด้วยการตัดสินใจทางการเมือง การเอาทั้งหมดไปอยู่ในกระบวนการยุติธรรมมันเป็นไปไม่ได้ เพราะต้นเหตุมันเป็นเรื่องการเมือง ไม่มีใครอยากจะไปเผาบ้านเผาเมือง ต้องยอมรับว่ามันเป็นเหตุทางการเมือง มันก็ต้องมีการตัดสินใจทางการเมืองว่าให้เลิกลากันไป คดีทางการเมืองไม่ว่าสีอะไร ต้องให้มันจบเสียก่อน ก่อนจะสร้างโต๊ะใหม่ การสร้างโต๊ะใหม่ มันไม่ใช่แค่การปฎิรูประบบราชการ ปฎิรูประบบพรรคการเมืองอย่างเดียว มันต้องดูว่ามีปัญหาการเมืองที่คั่งค้าง มันก็ต้องอภัยโทษกันไป ถ้าไม่ใช่การการยิงกันต่อหน้าต่อตา หรือการฆาตกรรม อันนั้นต้องไปสู่กระบวนการยุติธรรม ส่วนเรื่องโกงกินบ้านเมืองมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเมือง เช่นเรื่องข้าว เรื่องธนาคารกรุงไทย ก็ว่ากันไป ขณะที่คดีชุมนุมจากทุกสีก็ควรจะเลิกลากันไป ถ้ามันมาจากเหตุทางใจ เช่นเจ็บปวดเจ็บแค้น ความไม่ชอบ หรือความเข้าใจผิด จากการบริหารของรัฐบาล ต้องทำใจว่าเขามาเพราะความไม่พอใจทางการเมือง

-หมายถึงเสื้อเหลืองก็ต้องยอมว่าเสื้อแดงมีเหตุผลทางการเมืองที่ชอบธรรมในการเคลื่อนไหว เสื้อแดงก็ต้องยอมรับเสื้อเหลืองมีเหตุผลชอบธรรมในการเคลื่อนไหว
แน่นอน ต้องเริ่มใหม่ ตัวอย่างให้ดูที่ไอร์แลนด์เหนือ เซอร์เบีย โครเอเชีย รวันดา เขาฆ่าฟันกันทั้งนั้นเพราะเรื่องทางการเมือง โหดกว่านี้อีก เขาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเลย ผมคิดว่ามันต้องตั้งโต๊ะใหม่ ซึ่งจะเริ่มใหม่ได้ก็ต้องทำตรงนี้ก่อน ต้องเลิกคดีนี้ ต้องเข้าใจว่ามันเป็นการตัดสินใจทางการเมือง ไม่ใช่ให้ไปสู่ศาลฎีกา

