หมายเหตุ – นายวิวรรธนไชย ณ กาฬสินธุ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชน” ถึงทิศทางการเมืองและสูตรการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต ภายใต้ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ที่มีผลบังคับใช้
มองการเลือกตั้งครั้งนี้ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม จะออกมาในรูปแบบอย่างไร
รัฐธรรมนูญและกติกาการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ออกมานั้น ผมมองว่ายังเป็นการแข่งขันของ 2 พรรคใหญ่ คือ พรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เหมือนเดิม แม้จำนวน ส.ส.แบบเขตจะเหลือ 350 เขต และมี ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 150 คน ลดลงจากกติกาการเลือกตั้งครั้งก่อนที่มี ส.ส.แบบเขต 375 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 125 คน
การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นครั้งต่อไปนั้นทั้งสองพรรคใหญ่จะเจอกับปัญหาแย่งกันลงรับสมัคร ส.ส.เขต เพราะแต่ละพรรคจะต้องคัดเลือกอดีต ส.ส. หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง ที่จะส่งรับสมัครเลือกตั้งแล้วชนะให้ได้คะแนนที่มากที่สุด ซึ่งจะมีผลต่อการนำคะแนนไปคิดคำนวณอัตราส่วนที่จะได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค ผมเชื่อว่าอดีต ส.ส.หลายคน คงไม่มีใครจะเสี่ยงมานั่งลุ้นได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพราะระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมครั้งนี้ จำนวน ส.ส.ของแต่ละพรรค จะแปรผัน คือ พรรคใดได้จำนวน ส.ส.เขต เต็มเพดานแล้วก็จะได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อลดลง ตามสัดส่วนจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงจะได้รับ
หลายฝ่ายมองว่ากติกาการเลือกตั้งแบบใช้บัตรใบเดียว นับทุกคะแนนจะช่วยให้พรรคขนาดกลาง พรรคขนาดเล็ก และพรรคใหม่ ได้ ส.ส.เพิ่มขึ้น
ที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งออกแบบกติกามาเพื่อหวังให้พรรคเล็กและพรรคใหม่มาฆ่าพรรคใหญ่ ผมไม่มองเช่นนั้น ด้วยกติกาการเลือกตั้งตามที่กล่าวมา จะยิ่งทำให้พรรคเล็กและพรรคใหม่ลำบากมากยิ่งขึ้น เป็นการฝังพรรคเล็กเลยก็ว่าได้ เพราะคนที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจไม่ใช่พรรคการเมืองใหญ่หรือพรรคการเมืองขนาดเล็ก แต่เป็น ส.ส.ที่มีคะแนนเสียงอยู่ในตัว 20,000-30,000 เสียงขึ้นไป เพราะจะเอาไปรวมกับคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่พรรคเล็กเท่าที่ดูไม่สามารถส่งคนสมัครรับเลือกตั้งได้ทุกเขต
ยิ่งมาดูจากความเป็นจริงของการเลือกตั้ง ได้ยินเสียงสะท้อนจากพรรคเล็กหรือพรรคที่จะจดตั้งพรรคใหม่ มีปัญหาการหาคนมาสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แทบไม่ได้เลย ในหนึ่งเขตเลือกตั้งในตอนนี้จะมีผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. 5-6 คน อยู่แล้ว พรรคการเมืองมีถึง 20-30 พรรคที่จะส่งคนลงรับสมัครเลือกตั้ง พรรคใหญ่และพรรคเก่าก็กวาดคะแนนไปแทบจะเกือบหมดแล้ว ให้ดีที่สุดพรรคเล็กส่งผู้สมัคร 20-30 เขต ก็เหนื่อยแล้ว
แน่นอนอดีต ส.ส.หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงก็หวังจะลงรับสมัครเลือกตั้งกับพรรคใหญ่ และชนะเป็น ส.ส. คงไม่มีใครกล้าเสี่ยงลงเลือกตั้งกับพรรคเล็กหรือพรรคใหม่ ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักและนิยมของประชาชน โอกาสจะชนะเลือกตั้งแทบไม่มีพรรคเล็กและพรรคใหม่ ผมมองว่าจะได้ระดับอดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.จ.) อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วตตำบล (อบต.) ที่สอบตกมาลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส. คะแนนที่ได้คงอยู่ในระดับหลักร้อยถึงหลักพันคะแนน โอกาสที่จะแบ่งคะแนนจากพรรคใหญ่ที่แพ้ ชนะกันไม่ห่างมาก คงมีน้อยมาก อีกทั้งประเด็นสำคัญซึ่งถือเป็นจุดอ่อนของพรรคเล็กและพรรคใหม่ คือ ทุนรอน หรืองบประมาณ ที่จะใช้ในเลือกตั้งนั้นคงจะสู้พรรคใหญ่ไม่ได้ โอกาสที่พรรคเล็กจะส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงทุกเขต เพื่อจะแบ่งคะแนนจากพรรคใหญ่ คงเป็นไปไม่ได้ พรรคเล็กและพรรคใหม่ คงจะส่งคนรับสมัครได้เพียงบางเขตที่้คิดว่าจะพอได้คะแนนกลับมาได้บ้าง
ในทางการเมืองสูตร พท.จับมือ ปชป.จัดตั้งรัฐบาลจะเกิดได้หรือไม่
หากจะให้วิเคราะห์กันต่อว่าสูตรพรรค พท.จับมือกับพรรค ปชป.จัดตั้งรัฐบาลนั้น ถามผมว่าจะเป็นไปได้หรือไม่นั้น ผมมองว่าเป็นไปได้ 100% แม้ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีกำหนดให้มี ส.ว. 250 คน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า ส.ว. 250 คนนี้ จะเป็นฝ่ายที่มาทำลายพรรคใหญ่ เพราะการเลือกตั้งตามกติกาใหม่นั้น พรรคใหญ่จะไม่มีโอกาสได้เสียงข้างมากในรัฐสภาอีกต่อไป เป็นได้แค่เสียงข้างมากของ ส.ส.
แต่เมื่อดูจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคอาจได้จากการเลือกตั้งนั้น หากนำจำนวน ส.ส.ของพรรค พท.รวมกับพรรค ปชป. จะอยู่ที่ 400 เสียง ซึ่งเกินจำนวน 375 เสียงในการโหวตเลือกนายกฯ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว ย่อมเป็นทางเลือกให้สองพรรคใหญ่มาคุยกันว่าจะเลือกสูตรการจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร
ยิ่งสถานการณ์ตามกฎหมายในขณะนี้ พรรค พท.มีทางเลือกไม่มาก ทางเลือกแรกไม่เป็นพรรคฝ่ายค้าน ก็ต้องจับมือพรรค ปชป. หรือจับมือกับพรรคขนาดกลาง พรรคขนาดเล็กจัดตั้งรัฐบาล แต่มีอุปสรรคอยู่ว่า พรรคขนาดกลาง และพรรคขนาดเล็กจะได้เสียง ส.ส.แล้วรวมกับพรรค พท.แล้วได้เกิน 375 เสียง เพื่อเลือกนายกฯหรือไม่
ทางเลือกที่สอง คือ พรรค พท.ต้องจับมือพรรค ปชป. แล้วสนับสนุนคนของพรรค ปชป.เป็นนายกฯ แล้วร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรคเล็กย่อมพร้อมร่วมกับฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียว
เหมือนกับเมื่อครั้งที่ พรรค ภท.หันไปจับมือกับพรรค ปชป. แล้วชูนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. เป็นนายกฯ แม้รัฐบาลผสมช่วงนั้นจะมีเสียงไม่มากนัก แต่พรรค ภท.ก็พอใจ เพราะได้ดูแลในกระทรวงที่่สำคัญๆ ผมจึงมองว่า “การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร” การเมืองเป็นเรื่องของการเจรจา ในอนาคตทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้
ส่วนพรรค ปชป.ตามกติกาในการเลือกตั้งครั้งนี้ ย่อมมีทางเลือกที่ดีกว่าพรรค พท. คือ ทางเลือกที่หนึ่ง เจรจากับพรรค พท. เพื่อให้สนับสนุนนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ เพราะพรรค พท.ไม่เข้าร่วมกับฝ่ายทหารแน่นอน ทางเลือกที่สอง พรรค ปชป.เข้ากับพรรคที่มี ส.ว.สนับสนุนบุคคลใดให้เป็นนายกฯ โดยพรรค ปชป.ยอมเป็นรองนายกฯ
เป็นไปได้หรือไม่พรรคใหญ่จะแตกพรรคออกเป็นพรรคเล็ก เพื่อเป็นนอมินี ในการรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล
ความเป็นไปได้อาจจะมี แต่ผมมองว่าไม่มีประโยชน์และไม่ช่วยอะไร ที่พรรคใหญ่จะแตกเป็นพรรคเล็ก ให้เป็นนอมินีในการรวบรวมเสียงเพื่อช่วยโหวตในการเลือกนายกฯ เพราะต้องเสียทั้งงบประมาณจำนวนมากแบบเบี้ยหัวแตก เพื่อทุ่มส่งคนลงสมัครในทุกเขต อีกทั้งก็ต้องมาแข่งขันกันเองกับผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคใหญ่ แม้สุดท้ายจะได้จำนวน ส.ส.มาส่วนหนึ่งมาร่วมโหวตเลือกนายกฯ แต่ยังไม่มีใครการันตีว่าวิธีการดังกล่าวนั้นจะได้คุ้มเสียหรือไม่
ทางเลือกด้วยการมีนายกฯคนนอกจะเป็นสูตรการจัดตั้งรัฐบาล ช่วยแก้ปัญหาทางตันในทางการเมืองได้หรือไม่
ช่องทางการเลือกนายกฯคนนอก ตามรัฐธรรมนูญนั้นเปิดช่องไว้ให้อยู่แล้ว การตั้งนายกฯคนนอกทำได้ไม่ยาก เพราะมี ส.ว.ถึง 250 เสียงพร้อมยกมือโหวตให้อยู่แล้ว ถ้ามีพรรคใหญ่อย่างพรรค ปชป.สนับสนุนด้วยก็ยิ่งง่ายที่จะได้คะแนนเสียงเกิน 375 เสียง ในการเลือกนายกฯคนนอก ถึงแม้จะได้นายกฯคนนอกเข้ามาบริหารงาน แต่ผมฟันธงเลยว่า หากพรรค พท.ได้คะแนนเสียงเกิน 251 เสียง นายกฯคนนอกคงอยู่ได้ไม่เกิน 15 วัน เพราะนายกฯคนนอกจะถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจากพรรคฝ่ายค้าน และเมื่อยกมือโหวตกันเฉพาะเสียงของ ส.ส.ในสภา ซึ่งจะไม่มีเสียงของ ส.ว. 250 เสียง มาช่วยได้อีกต่อไปแล้ว นายกฯคนนอกก็จะอยู่ได้ไม่นาน
ผมมองว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อเปิดทางให้มีนายกฯคนนอก ร่างกฎหมายออกมาไม่สุด ยกร่างกฎหมายเพียงแค่ให้ตั้งรัฐบาลจากนายกฯคนนอกได้ แต่ไม่ได้มีกลไกในการไปประคองหรือเลี้ยงดูรัฐบาลจากนายกฯคนนอกให้อยู่รอดปลอดภัย อย่างยั่งยืนได้
หากสูตร พท.จับมือ ปชป.จัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นไม่ได้ จะมีสูตรใหม่ในทางการเมืองอย่างไร
ในทางการเมืองนั้นมีปัจจัยอื่นๆ อีกแน่นอน หากสูตรพรรค พท.จับมือพรรค ปชป.จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ สูตรใหม่ทางการเมืองในมุมมองของผม คือ ให้ลุงกำนัน (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรค ปชป. และอดีตเลขาฯคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ออกมาทำพรรคการเมืองเอง ผมก็พร้อมสนับสนุน
เพราะจากการวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าถ้านายสุเทพออกมาทำพรรคการเมืองเอง ผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น รับรองไม่มีพรรคไหนคะแนนถึง 200 ที่นั่ง จะทำให้คะแนนเสียงแต่ละพรรคสู่สีกัน ทำให้พรรค พท.รวมกับพรรค ปชป.จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ถ้าหากพรรคนายสุเทพไม่เอาด้วย ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะนายสุเทพเคยประกาศไว้แล้วว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นนายกฯต่ออีกสมัย
เหมือนกับที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยกล่าวไว้ว่าทุกคนไม่สามารถก้าวข้ามนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯได้ เพราะว่าเลือกตั้งเมื่อใด พรรค พท.ก็ชนะได้คะแนนเสียงทุกครั้ง เป็นพรรคอันดับ 1 เลยก้าวข้ามไม่ได้
ผมจึงอยากเสนอว่าหากอยากให้การเมืองเดินหน้าต่อไปได้ ต้องให้นายสุเทพมาช่วยทำพรรคการเมือง และต้องทำให้เป็นพรรคการเมืองอันดับ 1 ให้สามารถชนะพรรค พท.ตามกติกาด้วยการเลือกตั้งได้ ด้วยศักยภาพของนายสุเทพ และอาศัยการร่วมมือกันอย่างจริงจังของฝ่ายสนับสนุน เชื่อว่าจะสามารถทำให้พรรคการเมืองกลับมาเป็นอันดับ 1 ได้ โดยการทำพรรคของนายสุเทพ ต้องไม่ใช่ทำเพื่อแค่ให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ซึ่งปัญหาก็จะเหมือนเดิม กลับมาขัดแย้ง เป่านกหวีด เป่าแตรกันอีก

