บิ๊กต๊อก ยันเซียนอุ๊ไม่ผิด เอกชนมีสิทธิ์ให้เงินกันเอง ชี้ ให้หัวคิวบางครั้งไม่ผิดกม.

“บิ๊กต๊อก”แจงสอบราชภักดิ์ “เซียนอุ๊”รับหัวคิวไม่ผิด เป็นความพอใจที่เอกชนมอบให้ ชี้หากพบราคากลางต่างออกไป จะชัดเจน ทุจริตหรือไม่ วอนผู้ร้องให้มีหลักฐานมากกว่าใช้ความรู้สึก ยืนยันไม่หนักใจพร้อมทำงาน หาก”บิ๊กตู่”ยังไว้ใจ

เมื่อเวลา 13.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ให้สัมภาษณ์ถึงผลสอบการทุจริตโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งได้แถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมาว่า หากใครมีข้อสงสัยประการใดก็ขอให้บอกมา แต่จากการแถลงข่าวที่ผ่านมานั้นก็ไม่เห็นว่ามีข้อสงสัยใดๆ และไม่มีการแย้งในหลักการของการตรวจสอบ เพราะที่ผ่านมาเป็นเพียงข้อกังวลหรือความคิดเห็น ซึ่งการสงสัยนั้นจะต้องมีหลักฐานที่สามารถทำให้เชื่อถือได้ อย่างไรก็ตามเมื่อ ศอตช.สรุปผลการตรวจสอบแล้วก็จะส่งข้อมูลไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ตรวจสอบตามขั้นตอน และในฐานะ ผอ.ศอตช.จะไม่มีการเข้าไปสั่งการใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า พอใจกับผลการตรวจสอบหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า ในฐานะ ผอ.ศอตช.เป็นเพียงผู้บูรณาการหลายหน่วยงานให้ทำหน้าที่ด้วยกัน ซึ่งหน่วยงานด้านการตรวจสอบนั้นต่างทำหน้าที่ของตัวเองอยู่แล้ว องค์กรในการตรวจสอบมีความเป็นอิสระ ดังนั้นจึงต้องมองว่าการตรวจสอบนั้นถูกต้องตามหลักการและเหตุผลหรือไม่ ซึ่งถ้าตรวจสอบไม่ถูกต้ององค์กรเหล่านี้จะลดความน่าเชื่อถือไปเอง แต่ทุกภาคส่วนต้องยึดหลักกฎหมาย ซึ่งจะใช้ความคิดเห็นหรือดุลพินิจอย่างเดียวไม่ได้ เพราะปัญหาจะไม่จบสิ้น ข้อเคลือบแคลงใจต่างๆ เรารับฟัง เพราะทุกคนสามารถคิดได้แต่หน่วยงานที่ตรวจสอบต้องสร้างความศรัทธาให้ตัวเอง ส่วนประเด็นที่บอกว่าเซียนอุ๊ หรือ นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ เป็นข้าราชการนั้น เพิ่งได้รับทราบเช่นกัน แต่ถ้ามองว่าเรื่องนี้เป็นความผิดที่สำเร็จแล้วจนทำให้เซียนอุ๊นำเงินมาคืน ในเรื่องของหัวคิวนั้นไม่ใช่ความผิดทางกฎหมาย ซึ่งคนอาจจะมองว่าสามารถให้เงินกันได้ด้วยหรือไม่ จึงต้องเรียนว่าเป็นการให้เงินกันระหว่างเอกชนกับเอกชน ซึ่งหมายถึงโรงหล่อ เพราะเป็นสิทธิที่จะให้เงินกับใครก็ได้ เป็นการให้เงินกันตามสิทธิของเขาเอง

“วันหนึ่งราชการได้จ้างโรงหล่อแล้วเอาเงินให้โรงหล่อไปก็จบ เราได้พิจารณาว่า เงินที่ให้โรงหล่อไปนั้นผิดอย่างไรบ้าง แต่ตรวจสอบแล้วไม่มี และหลังจากนั้นเมื่อโรงหล่อได้รับเงินแล้วจะเอาเงินไปให้ใครบ้างก็เป็นสิทธิของเขา เมื่อเขาเอาไปให้แล้วก็เกิดประเด็นขึ้นมาจนเขาต้องเอาไปคืน แต่ประเด็นที่เอาเงินไปให้เซียนอุ๊นั้น ไม่ถือว่าผิดกฎหมายของทางราชการ แต่เป็นเงินสิทธิส่วนตัวของบริษัทเอกชน แต่เรื่องที่บริษัทนั้นรับเงินถูกต้อง หรือเสียภาษีถูกต้องหรือไม่นั้นก็ต้องมาว่ากันอีกครั้งหนึ่ง เช่น เซียนอุ๊เป็นข้าราชการรับเงิน 3,000 บาท จะผิดหลักการของ อบต. อบจ. หรือไม่ก็ต้องตรวจสอบ ถ้าเป็นอาชีพเขาเองก็มีสิทธินะ แต่เรื่องนี้หลุดจากการสอบสวนของเราไปแล้ว หากใครมีข้อสงสัยประการใด ขอให้ร้องเรียนมาในลักษณะที่ไม่เชื่อในกระบวนการตรวจสอบ แต่เท่าที่เห็นนั้นเป็นการร้องเรียนที่ออกมาจากความรู้สึกโดยไม่มีหลักฐาน ดังนั้นหากจะร้องเรียนจะต้องมีหลักฐาน แต่เท่าที่เห็นนั้นไม่มีหลักฐานซึ่งถ้ามีตนก็พร้อมที่จะตรวจสอบ” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว

เมื่อถามว่า การที่เอกชนเอาเงินให้เซียนอุ๊นั้นเหมือนกับว่าเป็นการจ่ายเงินใต้โต๊ะ พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า “การให้หัวคิวบางครั้งไม่ได้ผิดกฎหมายเสมอไป แต่เหมือนการอำนวยความสะดวกให้กัน มันไม่เกี่ยวกับราชการ การตรวจนั้นต้องตรวจว่า เอาเงินราชการมา ทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างแล้วเป็นอย่างไร ปัญหาที่ผมรับฟังก็คือเรื่องที่เชื่อมโยงกับราคากลาง แต่ราคากลางนั้นไม่มี เพราะเป็นพระพุทธรูปซึ่งไม่มีกำหนดไว้ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็บอกด้วยเหตุว่ามีการไปนำเหล็กให้จุฬาฯมีการประเมินหลักเกณฑ์ และหลักการในการคิด ดังนั้นจึงต้องนำราคากลางมาเทียบกัน ซึ่งถ้าทำให้เชื่อได้ว่าราคากลางของเรานั้นสูงเกินไป นั่นจะเป็นประเด็น แต่เชื่อว่าไม่น่าจะมีเพราะราคากลางที่กำหนดไว้ ประเด็นนี้คือจุดเดียวที่จะบอกว่าผิดหรือถูก แต่ผมว่าไม่มีตามที่หน่วยงานได้ตรวจ แต่ถ้ามีขอให้บอกมา ผมยินดี และผมก็บอกหน่วยงานในการตรวจสอบว่าหากมีประเด็นนี้จะต้องตรวจสอบใหม่ เพื่อทำให้เกิดความสบายใจ เป็นหน้าที่ของ สตง. ป.ป.ท. และป.ป.ช. ต้องทำงานให้หนัก ให้เกิดความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลเอาจริง”

เมื่อถามว่า มีข้อสงสัยว่าเหตุใด ถ้าไม่ผิดเซียนอุ๊จึงได้หายตัวไปในช่วงแรก พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า จะคิดแบบนี้ก็ได้ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าหายไปเนื่องจากอะไร เขาอาจจะไปตั้งหลัก เงี่ยหูฟังก็เป็นได้ เพราะไม่รู้จะโดนอะไรบ้าง เมื่อถามว่า แล้วเหตุใดเสธ.โจ้ หรือ นายคชาชาต บุญดี จึงหายตัวไปหากไม่เกี่ยวข้องกับความผิด พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ทั้งสองคนไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ ไม่มีความเชื่อมโยง ไม่ได้มีธุรกรรมทางการเงินผ่าน แต่เกี่ยวข้องกับอีกประเด็นหนึ่งซึ่งผสมกับโครงการนี้ เรื่องนี้ต้องไปถามกองปราบฯ

“เรื่องนี้ผมไม่หนักใจ ผมเดินเข้ามา ผมก็ทำงาน ถ้าหนักใจก็ให้คนอื่นเขาทำ วันหนึ่งถ้าผมทำไม่ได้นายกฯก็ต้องหาคนอื่นมา ซึ่งคนใหม่ก็ต้องเก่งกว่าผม ถ้าท่านยังไว้ใจผม ผมก็ต้องทำ ผมทำได้หมด เพื่อความสุขของทุกคน” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้นครบาลเซ็น MOUตำรวจนิวยอร์ก ซับพอร์ตเทคโนโลยีวิเคราะห์อาชญากรรม”เข็มทิศสายตรวจ”
บทความถัดไปเปิดใจ”จำเลย”คดียิงสุนัขเจ้าขาวด่างตาย หน้าห้างดัง ศาลจำคุก14เดือน รอลงโทษ2ปี(คลิป)