หมายเหตุ – ความเห็นจากนักวิชาการด้านการทำโพลและด้านรัฐศาสตร์ กรณี ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ผู้อำนวยการศูนย์นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ลาออก เพราะถูกห้ามเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นในหัวข้อ ?นาฬิกายืมเพือน บิดเบือนหรือพูดความจริง?? เนื่องจากมองว่าถูกปิดกั้นเสรีภาพทางวิชาการ ขณะที่ รศ.ดร.ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีนิด้า ชี้แจงว่าเรื่องการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม อยู่ระหว่างการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากเผยแพร่โพลดังกล่าวอาจเป็นการชี้นำสังคมได้
รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
ที่ปรึกษาคณะกรรมการอํานวยการสวนดุสิตโพล
เรื่องนี้มองได้หลายมิติ คือ มิติแรกหากมองในนาม ผอ.อานนท์เอง มีความตั้งใจทำงาน คิดประเด็นมา มีการดำเนินการตามหลักวิชาการ มีความทุ่มเท เมื่อผลออกมาก็มุ่งจะเผยแพร่สู่สาธารณชน เมื่อโดนห้ามเผยแพร่มันเป็นตัวบีบคั้นอย่างหนึ่งที่ความตั้งใจของตัวเองถูกสกัดกั้น อย่าลืมว่าการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนคือการมีส่วนร่วมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
อีกมิติหนึ่งทางท่านอธิการบดีนิด้า ท่านอยู่ในฐานะผู้บริหารระดับสูง มองในแง่ของเรื่องต่างๆ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อมหาวิทยาลัย หรืออาจกระทบต่อตัวท่านเองด้วย เพราะท่านเป็น สนช. โดยท่านบอกว่า ป.ป.ช.ยังไม่ยุติขั้นตอนต่างๆ ไม่ควรมีการสำรวจ เพราะกลัวเป็นการชี้นำ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ เราเห็นว่าการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อความนิยมของผู้สมัครต่างๆ เขาสามารถทำได้ขณะยังไม่เลือกตั้ง ถ้าจะบอกว่าผลการเลือกตั้งต่างๆ ออกมาก่อนค่อยทำ มันก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันอยู่ในกระแส ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน สามารถทำโพลได้
ส่วนที่บอกว่าเป็นเรื่องตัวบุคคล ถ้า พล.อ.ประวิตรไม่ได้รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ได้เป็นแกนนำในรัฐบาล เรื่องนี้อาจเข้าข่ายส่วนบุคคลได้ แต่ พล.อ.ประวิตรเป็นบุคคลสาธารณะ และเป็นเรื่องการปฏิบัติงาน ฉะนั้นคำกล่าวนี้คงไม่ได้
หากมองแง่ประโยชน์จากการทำโพลคือ ถ้าฝ่ายที่เห็นว่าการได้มาของนาฬิกาโดยไม่ชอบมาพากล ต้องมีการตรวจสอบ ซึ่งในคำตอบจะบอกว่าด้วยเหตุผลอะไร ตรงนี้เองที่เป็นผลดีของรัฐบาล จะได้รู้ว่าที่ประชาชนไม่เห็นด้วยเพราะอะไร โดยนำเหตุผลตรงนี้ไปชี้แจง ประชาสัมพันธ์ เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ถ้าปล่อยให้มีการถกเถียงกันโดยไม่สะท้อนความคิดเห็นของประชาชนจากโพลตรงนี้ ก็เหมือนกับปิดหูปิดตา คาดเดากันเอง กลายเป็นลักษณะเผด็จการไป
การตั้งคำถามเรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร ผมมองว่าไม่ได้เป็นการชี้นำสังคม แต่เป็นการสะท้อนเสียงประชาชนออกมาว่ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้ โพลนี้บอกทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และบอกเหตุผลต่างๆ ประกอบ
ส่วนการจะชี้นำ อาจเพราะประชาชนที่เฉยๆ กับเรื่องนี้อาจมองว่าคนส่วนใหญ่เขาคิดยังไง มีเหตุผลอย่างไร ซึ่งมีน้ำหนักพอที่จะโน้มเอียงหรือนำให้เขาเชื่อตามฝ่ายที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยหรือไม่ การจะชี้นำในส่วนนี้อาจเป็นขั้นตอนสุดท้ายแล้ว เพราะประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ คนอ่านโพลสามารถแยกแยะได้ เพราะโพลต่างๆ ไม่ได้เสนอเพียงว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกี่เปอร์เซ็นต์ แต่มีเหตุผล และเหตุผลตรงนี้จะช่วยให้ผู้รับโพลไตร่ตรองได้
ส่วนที่อธิการบดีนิด้าให้เหตุผลว่า ป.ป.ช. สอบเรื่องนี้อยู่ ไม่อยากให้โพลชี้นำนั้น ป.ป.ช.มีขั้นตอนต่างๆ อยู่แล้ว เป็นสิ่งที่เราต้องเคารพในการตัดสิน แต่การยังไม่ตัดสินตรงนี้ มันมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ โดยเฉพาะการกระหายของสังคมที่อยากรู้ว่ามันเป็นอย่างไร เราคิดเหมือนคนอื่นไหม คิดถูกหรือผิดอย่างไร ซึ่งโพลเป็นตัวกลางในการนำเสนอสิ่งนี้ออกมาในอีกมิติหนึ่ง ไม่ใช่ว่าโพลออกมาแล้วต้องเหมือน ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ช.ต้องตัดสินเหมือนโพล
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีหลักฐานหรืออะไรต่างๆ มากขึ้น สิ่งที่ ป.ป.ช.จะตัดสินก็เป็นเรื่องของหลักฐาน ขณะเดียวกันเมื่อถึงช่วงนั้นประชาชนอาจมีความเข้าใจมากขึ้น ความเชื่อต่างๆ ที่โพลสำรวจอาจเปลี่ยนไปก็ได้ และสามารถทำโพลหลังผลสอบ ป.ป.ช.ออกได้เช่นกัน แต่เหตุผลคือทำเพื่ออะไร มันจะกลายเป็นการฟื้นฝอยหาตะเข็บเสียมากกว่า
หากถามว่าหลักการทำโพลโดยปกติ สามารถบิดเบือนหรือชี้นำด้วยคำถามได้หรือไม่ ได้แน่นอน ที่เราพูดหลายครั้งว่าเป็นโพลแท้หรือโพลเทียม โพลที่ทำมาเพื่อสร้างกระแส เขาใช้วิธีการตั้งคำถามแบบชี้นำ ตั้งแบบนี้ คำตอบจะออกมาเช่นนี้ นั่นเป็นส่วนหนึ่ง หรือตั้งคำถามออกมาแล้ววิเคราะห์ไม่หมด วิเคราะห์ในส่วนของตัวเองที่ตั้งไว้ เป็นลักษณะของโพลที่ไม่มีหลักวิชาการ แต่นิด้าโพลเราเชื่อในสถาบัน เชื่อในคณะทำงาน โดยเฉพาะ ผอ.และทีมงาน เพราะทำมาหลายโพลแล้ว คงไม่มีส่วนได้ส่วนเสียตรงนี้
ดร.นพดล กรรณิกา
ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล
กรณีที่ว่า ดร.อานนท์โดนจำกัดเสรีภาพทางวิชาการหรือไม่ เราเป็นคนภายนอก เราไม่ทราบ แต่สิ่งที่ ผอ.นิด้าโพล บอกว่าท่านต้องการเสรีภาพทางวิชาการ ถ้าท่านอยู่แล้วรู้สึกอึดอัด ถูกลิดรอนเสรีภาพทางวิชาการ อันนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เพราะว่าเราในฐานะที่เป็นนักวิชาการจำเป็นที่ต้องรักษาเสรีภาพทางวิชาการเอาไว้ ไม่ให้ใครมาลิดรอนได้ ส่วนที่ท่านถูกลิดรอนเสรีภาพจริงหรือไม่อย่างไร เป็นสิ่งที่คนภายในต้องตรวจสอบเอง
ส่วนการตั้งคำถามเรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร เป็นคำถามชี้นำสังคมหรือไม่นั้น ตั้งแต่ทำงานด้านนี้มาร่วม 30 ปี ผมประกาศมาตั้งแต่แรกเลยคือทุกอย่างในสังคมชี้นำด้วยกันทั้งสิ้น ทันทีที่แสดงออกมา ทุกอย่างที่แสดงออกมาในสังคมมีส่วนชี้นำด้วยกันทั้งสิ้น โพลก็เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงออกมาในสังคม เพราะฉะนั้นทุกๆ โพลก็มีส่วนชี้นำสังคมด้วยกันทั้งสิ้น
ดังนั้นเราต้องดูว่าชี้นำแล้วทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ประเทศเกิดการพัฒนา เคลื่อนไปข้างหน้าด้วยดี หรือชี้นำแล้วเกิดความวุ่นวาย ขัดแย้งรุนแรง ประเทศชาติหยุดชะงัก เมื่อเรามีเสรีภาพทางวิชาการ เราต้องมีมิติอื่นด้วย ต้องคำนึงถึงขอบเขตของสิทธิ เสรีภาพ ประกอบด้วย
ในฐานะทำงานวิชาการต้องมองให้มากกว่า 1 มิติ ซึ่งมิติสิทธิเสรีภาพ คือมิติเดียว เราต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบ และผลกระทบที่จะตามมาจากการใช้เสรีภาพทางวิชาการ ประกอบด้วย
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เป็นเรื่องการบริหารจัดการภายในของนิด้า ผมเป็นคนนอก จึงไม่อยากตัดสินจากเรื่องราวบางชิ้นบางอันแล้วมาปะติดปะต่อ เพราะจะเป็นการทำเกินหน้าที่ แต่ในแง่ของหลักการ ในฐานะของนักทำโพล ผมมองว่า 1.ชื่นชมเรื่องสิทธิเสรีภาพทางวิชาการที่ต้องปกป้อง 2.เมื่อมีสิทธิเสรีภาพแล้วต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบ และขอบเขต เสรีภาพมันต้องมีขอบเขต ไม่มีขอบเขตไม่ได้
กรณีที่ว่า ป.ป.ช.ยังตรวจสอบไม่เสร็จ สามารถทำโพลได้หรือไม่ ตามหลักการของการทำโพล เราสามารถทำได้ทุกประเด็นที่เล็งเห็นว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม มีกฎหมายห้ามไหมครับว่าห้ามทำโพลในช่วงที่ ป.ป.ช.กำลังตรวจสอบอยู่ ถ้าไม่มีกฎหมายห้าม เราก็มาคำนึงถึงข้อจริยธรรมของฝ่ายวิชาการว่าควรหรือไม่ควร ก็ต้องใช้ดุลพินิจของผู้ทำโพล
หากมีการเผยแพร่ผลโพลมันกระทบต่อความน่าเชื่อถือของใคร ถ้าเป็นความน่าเชื่อถือของ ป.ป.ช ก็ต้องดูว่ามีกลไกของบ้านเมือง ตรวจสอบ ป.ป.ช.อยู่แล้วหรือไม่ ขณะที่ความน่าเชื่อถือของโพลที่จะทำออกมาหลัง ป.ป.ช ทำการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับว่าประเด็นที่หยิบขึ้นมาทำเป็นประโยชน์มากน้อยแค่ไหน
วีระศักดิ์ เครือเทพ
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จากการตรวจสอบการทำโพลพบว่าที่ผ่านมา มีปัญหาพอสมควรทั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐบาลทหาร ถ้าทำโจทย์แล้วไม่เป็นที่พอใจของผู้มีอำนาจก็จะมีการแทรกแซง โดยเฉพาะในยุคของรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร มีบางสำนักโพลสำรวจเรื่องการถือหุ้น ก็ทำให้ไม่เป็นที่พอใจ รัฐบาลขณะนั้นก็ออกมาดิสเครดิต
สำหรับนิด้าโพล ในแวดวงนักวิชาการถือว่าทำได้ดี ทั้งลักษณะคำถามหรือระเบียบวิธีการสุ่มตัวอย่าง ดังนั้นในแง่หลักการคงไม่มีปัญหาอะไร แต่การทำโพลแล้วมีผลลบกับภาพลักษณ์ของคนในรัฐบาลแล้วเปิดเผยไมได้ ถือว่าไม่เป็นธรรมกับประชาชน ไม่ว่าจะอ้างเหตุใดๆ ก็ตาม เพราะต้องให้เกียรติกับประชาชนที่สละเวลาให้ความเห็น สอดคล้องกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เคยบอกว่าจะรับฟังทุกเสียงจากประชาชน ดังนั้นถ้ารับฟังก็ต้องเปิดเผยได้ แต่จะให้ความเชื่อถือหรือไม่ เป็นอีกประเด็น
สำหรับการตรวจสอบกันเองของกลุ่มนักวิชาการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้อำนาจในสถาบันการศึกษาออกมาเบรกผลโพล หรือมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีบางรายมีข้อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์บางอย่างกับกลุ่มผู้อำนาจ เรื่องนี้น่าสนใจเพราะยังไม่มีระบบตรวจสอบเพื่อถ่วงดุลกันเอง
ดังนั้น จากปัญหานิด้าโพลควรจะเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานในทิศทางที่สร้างสรรค์ อย่างน้อยก็ควบคุมกันเองก่อนที่จะนำผลสำรวจไปเผยแพร่ และควรจัดตั้งกระบวนการนี้ขึ้นมา เช่น ในระดับมหาวิทยาลัยจะมีการประชุมอธิการบดี ก็สามารถใช้การประชุมเพื่อกลั่นกรองโพลได้ก่อน ทั้งที่เป็นผลดีและผลลบกับรัฐบาล หรือหากผลโพลของสถาบันการศึกษาถูกปิดกั้น ทั้งตัวแทนภาคประชาสังคม หรือภาคเอกชนก็อาจรวมตัวกันเพื่อสำรวจความเห็นจากประชาชนได้
สำหรับนิด้าโพล ส่วนตัวเห็นว่าเชื่อถือได้ ส่วนแอแบคโพลช่วงแรกก็น่าเชื่อถือแต่ระยะหลังจะเปลี่ยนไป สำหรับกลุ่มอื่นจะต้องให้เวลาในการพัฒนาระบบเพื่อให้ผลสำรวจมีคุณภาพมากขึ้น




