หน้าแรก การเมือง คสช.ออกหมายเร...

คสช.ออกหมายเรียก’วีวอล์ก’ 2 ครั้ง ไม่มาออกหมายจับ

30.01.18 | 13:47 น.

เมื่อวันที่ 30 มกราคม พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 ในฐานะทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่คณะอาจารย์ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นำโดย ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รักษาการรองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืน และบริหารศูนย์รังสิต ลงชื่อร่วมกัน จำนวน 26 ท่าน ยื่นหนังสือต่อหัวหน้า คสช. เพื่อให้ทบทวนการดำเนินการกับผู้จัดกิจกรรม People Go network : วีวอล์ก เดินมิตรภาพ ทั้ง 8 คน รวมถึงผ่อนปรนการแสดงออกของประชาชนที่เป็นไปอย่างสันติ ในขอบเขตของกฎหมายปกติ และโดยวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ว่า คสช.ขอเรียนชี้แจงว่ามูลเหตุเริ่มต้นจากกลุ่มองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ในนาม People Go network ได้จัดกิจกรรมบริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งเป็นเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้อง มีการกล่าวปราศรัยโจมตีรัฐบาลและ คสช. ซึ่งมีผู้ร่วมในเหตุการณ์ประมาณ 150 คน นำโดย ผศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยา และมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

อย่างไรก็ตาม ต่อกรณีดังกล่าว ทางผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 4 ปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าว ได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ตามคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ฐานร่วมกันมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวคือ พนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียก มารับทราบข้อกล่าวหา แต่หากยังไม่มาพบ จะออกหมายเรียกครั้งที่ 2 และหากไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จะดำเนินการออกหมายจับทันที

พล.ต.ปิยพงศ์กล่าวต่อว่า การที่คณะอาจารย์ได้มีหนังสือให้พิจารณาทบทวน จึงเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ครูอาจารย์ผู้ซึ่งเป็นขุมพลังปัญญาอันสำคัญยิ่ง และสามารถชี้แนะ การปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสม ให้แก่ นิสิต นักศึกษา และสังคม โดยใช้บรรยากาศการปรองดอง ความร่วมมือ ใช้สติปัญญาหันหน้าพูดคุย เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมกับบรรยากาศของบ้านเมือง และนำพาประเทศชาติและสังคมก้าวข้ามผ่านความยากลำบากในช่วงเวลานี้ และนำพาชาติบ้านเมืองไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป

พล.ต.ปิยพงศ์กล่าวต่อว่า การกำหนดบทเฉพาะกาล ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ให้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวยังมีผลบังคับใช้ เป็นเครื่องแสดงเจตนาที่ชัดเจนว่า ประเทศยังมีความจำเป็นในการมีกฎหมายเพื่อรักษาความสงบ และความมั่นคงภายในอยู่ ส่วนท่านใดจะตีความเช่นไรก็เป็นการเสนอความเห็น ที่กระทำได้แต่มิได้หมายความว่าจะทำให้กฎหมายขาดความศักดิ์สิทธิ์ไปได้ คสช.และรัฐบาลได้ดำเนินงานตามโรดแมปที่วางไว้ตลอดมา และทุกฝ่ายทุกส่วนพยายามทำให้เกิดความเรียบร้อยอย่างดีที่สุด การแสดงออกที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง หรือสร้างความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ความสงบ อาจจะเป็นปัจจัยทำให้การเดินหน้าสู่โรดแมปไม่ราบรื่น ตามที่ประชาชนส่วนใหญ่คาดหวัง จึงอยากร้องขอให้การแสดงออกทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายทุกประการอย่างถ้วนทั่ว ไม่ควรมีการเรียกร้อง หรือขอข้อยกเว้นว่าให้ใช้กฎหมายเฉพาะรูปแบบหนึ่งรูปแบบใดเท่านั้น เพราะทุกคนควรอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม

“ผู้ดำเนินกิจกรรม ย่อมรู้อยู่แก่ตนเองว่ากิจกรรมที่ดำเนินการอยู่ เหมือนหรือแตกต่างจาก กิจกรรมรณรงค์ประเด็นทางสังคมอื่นหรือไม่ ทั้งนี้ ในส่วนของ คสช.ก่อนที่จะดำเนินการแจ้งความดำเนินคดี ได้มีการสังเกตการณ์ รวมทั้งพูดคุยเจรจา ขอความร่วมมือ เพื่อมิให้มีการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่เมื่อทางกลุ่มยังยืนยันที่จะทำต่อไป คสช.จึงไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากสนับสนุนให้เกิดการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งผู้จะพิจารณาว่าจะมีการดำเนินคดีหรือไม่อย่างไร ขึ้นกับกระบวนการทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่ คสช.จะไม่ก้าวล่วง” ทีมโฆษก คสช.กล่าว

Advertisement

ผบ.มทบ.11 กล่าวอีกว่า คสช.ขอขอบคุณในความปรารถนาดี และการมีส่วนร่วมทางความคิดอันเป็นประโยชน์ยิ่งของคณะอาจารย์ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาลและ คสช.มา ณ โอกาสนี้ และ คสช.จะพิจารณาโดยรอบคอบอย่างรวดเร็ว เพื่อทำให้ความสงบสุขของบ้านเมืองจะได้ดำเนินต่อไป และหากมีผลการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ คสช.อย่างไร จะแจ้งให้ท่านทราบในโอกาสแรกทันที