เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2560 นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เปิดเผยว่า สื่อมวลชนได้เสนอข่าว กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อยู่ระหว่างการตรวจสอบเรื่องนาฬิกาหลายเรือนที่สวมใส่บนข้อมือของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต่อมา นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” ได้ทำโพล เรื่อง สำรวจความคิดเห็นจากประชาชน 4 คำถามดังนี้ 1. เพื่อนสนิทเคยให้ยืมนาฬิกาหรู หรือไม่ 2. ผู้ถือครองนาฬิกาบอกว่าเพื่อให้ยืมมาคิดว่าพูดจริงหรือไม่ 3. คิดว่าคนที่พูดโกหกมีแนวโน้มทุจริต หรือไม่ 4. รับได้หรือไม่ที่รุ่นน้องช่วยรุ่นพี่ปกปิดเรื่องดังกล่าว
นายบัญชา กล่าวว่า การที่นายอานนท์ จัดทำโพล 4 ข้อ ดังกล่าว แม้ไม่ได้ระบุชื่อ พล.อ.ประวิตร แต่ประชาชนเข้าใจได้ทันทีว่า มุ่งประสงค์หมายถึง พล.อ.ประวิตร เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ป.ป.ช. การออกมาทำโพล อาจนำไปสู่ประเด็นขัดแย้งทางการเมือง เป็นการชี้นำประชาชน สร้างแรงกดดันการทำงานของ ป.ป.ช. ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน สร้างความแตกแยกในสังคม การจัดทำโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จะต้องคำนึงถึงความเป็นกลางปราศจากอคติใด ๆ และในช่วงเวลาที่เหมาะสม ไม่เจาะจงไปที่ตัวบุคคล เพราะจะมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบุคคลดังกล่าว ประกอบกับขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวดที่ 3 มาตรา 32 ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง……..การกระทำอันเป็นการละเมิด หรือกระทบต่อสิทธิของบุคคล…..หรือการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในการใด ๆ จะกระทำไม่ได้ ประกอบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 4 ละเมิด มาตรา 420 บัญญัติว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย…..แก่ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างไร….ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น” บุคคลที่ทำโพลควรคำนึงถึงประชาชน เพราะอาจจะได้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และได้รับความเดือดร้อนจากการแสดงความเห็นจากคำถามในโพล

