วิเคราะห์เหตุ-ปัจจัย ‘คว่ำพ.ร.ป.ส.ว.’ ยืดเลือกตั้ง

31.01.18 | 12:26 น.

หมายเหตุ – ความคิดเห็นของนักวิชาการและอดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรณีจะมีปัจจัยใดบ้างที่อาจทำให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. … ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระ 2 และ 3 โดยมีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย ส.ว. บางคนระบุว่า เนื้อหาของร่าง พ.ร.ป.ฉบับดังกล่าวสุ่มเสี่ยงที่จะขัดกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และอาจนำมาซึ่งการคว่ำร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย ส.ว.


ดิเรก ถึงฝั่ง
อดีต ส.ว.นนทบุรี

ตั้งแต่เห็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับที่มาของ ส.ว.อยู่แล้ว อยากให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง อีกทั้งยังไม่เห็นด้วยกับคำถามพ่วงประชามติที่ให้อำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา ถือว่าเป็นสิ่งที่เกินอำนาจผิดเพี้ยนไปจากระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่รัฐธรรมนูญได้ผ่านประชามติไปแล้ว

ในส่วนร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. เดิม กรธ.กำหนดกลุ่มสาขาวิชาชีพไว้ทั้งหมด 20 กลุ่ม แต่สุดท้ายที่ประชุม สนช. และคณะกรรมาธิการ ปรับเปลี่ยนเหลือเพียง 10 กลุ่มเท่านั้น ส่วนตัวเห็นว่า การปรับเปลี่ยนกลุ่มวิชาชีพไม่ทำให้เกิดประโยชน์อะไร

Advertisement

เห็นว่าในกลุ่มสาขาวิชาชีพที่ได้กำหนดมาครอบคลุมทุกอย่างแล้ว ไม่มีเหตุผลต้องไปปรับลดให้เหลือ 10 กลุ่ม การปรับลดลักษณะนี้ ดูแล้วไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้ระบุว่า ส.ว.จะต้องมีกี่กลุ่ม แต่ระบุเพียงว่าจะต้องเป็นภาพกลุ่มทุกกลุ่มสาขาวิชาชีพเท่านั้น เมื่อไม่ขัดคณะกรรมาธิการก็สามารถแก้ไขได้ แต่อยากรู้ว่าจะแก้ไขให้เหลือ 10 กลุ่มเพื่ออะไร แน่นอนว่า ทำให้เกิดการซื้อเสียงได้ง่ายมาก

ยังมีประเด็นที่มาของผู้สมัคร ส.ว.แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ที่มาแบบอิสระและที่มาแบบนิติบุคคล กรธ.เองยังเป็นห่วงว่าอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ การที่คณะกรรมาธิการและกรธ.กระทำเช่นนี้ ก็มีแต่จะถูกมองว่า สนช. คณะกรรมาธิการ และ กรธ. กำลังใช้ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.เป็นตัวยืดเวลาอะไรอีกหรือไม่

ทำให้ประชาชน และสังคมจับตามองว่า อาจจะมีวิธีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเรื่อยๆ อีกหรือไม่ และที่น่าสังเกตคือ อยู่ดีๆ สนช. คณะกรรมาธิการ และ กรธ. มีความเห็นไม่ตรงกันเสียอย่างนั้น แต่ละฝ่ายแกล้งทำเป็นมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องของร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.หรือไม่ เพื่อให้กฎหมายดังกล่าวมีปัญหาและอาจจะนำไปสู่แนวทางในการยืดเวลาเลือกตั้งในขั้นต่อไปหรือไม่


พนัส ทัศนียานนท์
อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ในเรื่องการปรับแก้วิธีสมัคร ส.ว. ให้แบ่งออกเป็นกลุ่มละ 2 ประเภท ผมมองว่า การกำหนดถูกกำหนดโดย พ.ร.ป. มี สนช.เป็นผู้พิจารณา จึงขึ้นอยู่กับ สนช. แต่ในที่นี้การร่าง พ.ร.ป.ถูกร่างขึ้นโดย กรธ. และในเมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นกลุ่มเดียวหรือ 2 กลุ่ม มีความตอนหนึ่งระบุว่า …ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญโยนให้มาปรากฏที่ พ.ร.ป.แล้ว จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าในเมื่อกรธ.ได้ร่างนำเสนอเข้ามาแล้ว ทาง สนช.เห็นควรว่ายังไง ประเด็นจึงอยู่ที่ในกรณีอย่างนี้ ทาง สนช.จะล้มร่างของ กรธ.ได้หรือไม่ แต่เผอิญไม่ได้เขียนอะไรไว้ชัดเจน ยังเขียนไว้อย่างเกรงใจ ถ้าจะเขียนกันว่าไม่ให้ล้ม เดี๋ยวทาง สนช.เขาก็จะบอกว่า ทำไมต้องมาบีบบังคับกันด้วย

หากว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว ถ้าอยากให้มีการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหรือตามโรดแมปให้ได้ โดยมารยาทก็ไม่ควรล้มร่าง พ.ร.ป.ที่ กรธ.ร่างเสนอขึ้นมา ถ้าล้มต้องย้อนกลับไปหา กรธ.อีกครั้ง ผมมองว่าในรัฐธรรมนูญก็ไม่มีความชัดเจนในตรงนี้ ลองไปดูในรัฐธรรมนูญชั่วคราว หรือในบทเฉพาะกาล

ความเห็นของผมในประเด็นที่ว่าจะมาคว่ำกฎหมายกัน ไม่น่าต้องมาคว่ำกฎหมายกัน เพราะในเมื่อทางรัฐธรรมนูญเขียนอยู่แล้วว่าให้กำหนดใน พ.ร.ป. เรื่องการจัดกลุ่ม และวิธีการต่างๆ เพราะฉะนั้นในเมื่อทาง กรธ. เป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เขาร่างเสนอเข้ามาแล้ว มองไม่เห็นว่าจะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญให้กรอบในการที่จะเขียน พ.ร.ป.มาอย่างกว้างมากๆ จากที่ผมอ่านตามมาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญ ในเมื่อกรอบกว้างแบบนี้ และทาง สนช.ไม่เห็นด้วยตรงไหน คุณก็อาจจะเติมเข้าไป หรือหากมันมากเกินไปคุณก็ตัดออก ผมจึงไม่เห็นว่ามีประเด็นอะไรที่จะต้องไปคว่ำกฎหมาย

หากกฎหมายฉบับนี้ถูกคว่ำ มีผลแน่นอนกับโรดแมป ต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ เวลาก็ต้องเคลื่อนไป แม้ว่าอาจจะนำกลับไปปรับแก้นิดๆ หน่อยๆ แล้วเสนอกลับขึ้นมาใหม่ แต่คำถามคือว่าถ้าหากทำได้ แล้วทำไม สนช.ไม่แก้ซะเอง สนช.มีอำนาจอยู่แล้ว เพราะกรอบตามที่ รธน.มาตรา 107 วรรค 2 ให้ไว้ของ พ.ร.ป.ฉบับนี้กว้างมาก เขาให้หลักการมาว่าในแต่ละเรื่องกำหนดอะไรมาบ้าง เป็นดุลพินิจที่กำหนดได้ หาก กรธ.ร่างเสนอมาแล้ว สนช.ไม่เห็นด้วย ก็แก้เข้าไปสิครับ และคุณจะคว่ำเพื่ออะไร

ถ้าระยะเวลาอยู่ยาวออกไปอีกหมายความว่าคุณเป็น สนช.ต่อไปได้อีก เช่น ใน พ.ร.ป.สภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านไป ขยายไป 90 วัน คนก็มองอยู่แล้ว ไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องอื่น อันนี้เป็นความต้องการของ สนช.เองหรือไม่ ที่ยังไม่อยากจะลงจากตำแหน่ง เพราะฉะนั้นเกี่ยวกับเรื่องนี้สามารถมองได้ในหลายด้าน ส่วนตัวผมมองว่ามันไม่มีเหตุผลอะไรเลย ในการที่จะไปคว่ำกฎหมายฉบับนี้


พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์
อดีตวุฒิสภา (ส.ว.) สรรหา

ผมคิดว่ากระบวนการสรรหา ส.ว.ค่อนข้างมีปัญหาในทุกจุด ไม่ว่าจะเลือกไขว้หรือเลือกกันเองในกลุ่ม วิธีการเลือกตั้งแต่ระดับอำเภอมาตรฐานต่างกันเยอะ อย่างตามอำเภอที่ห่างไกลที่มีคนน้อยๆ จะได้คนที่จะเข้าสู่กระบวนการสรรหายากลำบากกว่า เมื่อเทียบกับเขตใน กทม.ที่มีประชากรมากในระดับหนึ่ง และยิ่ง สนช.ปรับกลุ่มอาชีพเหลือ 10 กลุ่ม จะยิ่งหนัก เพราะมีการรวมกลุ่ม จะทำให้คนที่อยู่ในอำนาจเล็กๆ มีโอกาสที่จะเข้ามาเป็น ส.ว.มากกว่าคนที่มีคุณภาพเท่ากันในอำเภอใหญ่

จากอำเภอสู่ระดับจังหวัดจะทำให้เกิดปัญหาสำคัญตามมา เพราะจะมีรูปแบบที่มีความหลากหลายแตกต่างกันอีก เพราะแต่ละบริบทในแต่ละอำเภอ แต่ละจังหวัดมีความแตกต่างกัน คุณภาพคนที่ได้มาในแต่ละกลุ่มอาชีพก็จะไม่เท่ากันอีก เมื่อคนที่มีชื่อเสียงผ่านเข้ามาในระดับจังหวัดขึ้นมาในระดับประเทศก็จะยิ่งได้เปรียบคนในส่วนอื่นที่มีความสามารถในระดับอำเภออีก ดังนั้น ที่เคยหวังกันว่า ระบบเลือก ส.ว.เช่นนี้จะทำให้ได้ ส.ว.ที่มีความหลากหลาย และทุกคนมีส่วนร่วมก็อาจจะได้คนต่างกัน เวลาทำงานร่วมกันก็จะลำบากมาก

ส่วนกรณี สนช.แก้ไขให้มีการแบ่งประเภทวิธีการสมัคร ส.ว.เป็น 2 ส่วน คือ 1.ประเภทที่สมัครโดยอิสระ 100 คน กับ 2.ประเภทที่ต้องได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรต่างๆ อีก 100 คนนั้น ผมคิดว่าอาจจะมีปัญหาไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ตามมาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ประชาชนทุกคนมีสิทธิรับสมัครหรือไม่ ผมจึงคิดว่า กรธ.จะท้วงติงเพื่อนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย เพราะเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญรู้เจตนารมณ์นี้ดี การไม่ท้วงเท่ากับจะทำผิดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญเสียเอง

ผมคิดว่า เรื่องดังกล่าวไม่ถึงขนาดทำให้กระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ประกอบที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งล่าช้าจนมีผลต่อโรดแมปเลือกตั้ง เชื่อว่า สนช.จะยอม เพราะเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญระบุชัด ขณะที่ประเด็นเรื่องกลุ่มอาชีพว่าจะมีจำนวนเท่าไหร่นั้น เชื่อว่าจะตกลงกันได้ในชั้น กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย ไม่มีใครจะชี้ได้ว่าผิดหรือถูกถือเป็นของใหม่

ผมเชื่อว่า การเลือก ส.ว.ในอนาคตคงมีการแก้ไขร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ว.กันอีก หลังจากทดลองระบบในการเลือก ส.ว.ชุดแรก 200 คน ก่อนส่งให้ คสช.เคาะอีก 50 คน ตามที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ขอไว้เพื่อทดลองระบบในครั้งแรกเพื่อนำมาสรุปบทเรียนไว้ใช้สำหรับการปรับปรุงเนื้อหาต่อไป


ชำนาญ จันทร์เรือง
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์

เรื่อง พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่มีความเป็นห่วงว่าการแบ่งประเภทผู้สมัครเป็น 2 ประเภท อาจจะทำให้ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมมองว่ามีเจตนาให้ขัดรัฐธรรมนูญ กฎหมายจะได้ตกไปหรือเปล่า เพราะเขารู้อยู่เเล้วแต่ดึงดันที่จะทำ ถ้าอ่านในรัฐธรรมนูญยังไงก็ไม่ได้อยู่เเล้ว รัฐธรรมนูญเขียนชัดเรื่องการเลือกไขว้ อย่างกรณีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยังออกมาเเสดงความกังวล เป็นการส่งสัญญาณครับ เพราะนักกฎหมายระดับคุณพรเพชรทำไมจะไม่รู้ว่ามันขัดรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น กฎหมายที่ออกมามันขัดรัฐธรรมนูญเเน่นอน โดยเฉพาะปมการเลือกกันเอง แต่ในรัฐธรรมนูญระบุให้เลือกไขว้ ข้ามกลุ่มเพราะเกรงอิทธิพล แต่ดันกลับมาให้เลือกกันเองในกลุ่ม เพราะฉะนั้นคนในกลุ่มนั้นก็ทุ่มเลือก ใครมีจำนวนเยอะๆ เลือกมาเท่าไหร่ก็ได้ ก็จะมีเรื่องการล็อบบี้ การวางคนต่างๆ

แล้วสมมุติว่ากฎหมายตกไปหรือต้องมีการแก้ใหม่จะส่งผลต่อโรดเเมปเเน่นอน อย่าลืมว่า ส.ว.จะต้องได้ก่อน ถึงจะมีการเลือกตั้ง ส.ส. ถ้ามันขัดรัฐธรรมนูญเเล้วตกไปบางส่วน หรือตกไปบางฉบับที่ถือเป็นสาระสำคัญ หรือตกไปทั้งฉบับ ก็ต้องเสียเวลามาเเก้ใหม่ในส่วนวิธีการ จะทำให้ยื้อเวลาออกไปอีก จะตัดไปเฉยๆ ไม่ได้ เเต่อย่างกฎหมายบางฉบับที่มันขัดรัฐธรรมนูญบางมาตรา ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าใช้ไม่ได้ก็ตัดส่วนนั้นออกไป เเต่ส่วนอื่นยังใช้ได้ ตรงนี้มันเป็นวิธีการเลือกเป็นสาระสำคัญยังไงก็ต้องร่างใหม่ แต่อาจจะร่างใหม่บางส่วน หรือร่างใหม่ทั้งฉบับขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมา ดังนั้นตรงนี้เป็นการยื้อครับ ในเมื่อ ส.ว.ยังเลือกไม่ได้ ส.ส.ก็อีกนานเลย แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ด้วย เพราะจากเดิมต้องเสร็จภายใน 240 วัน พอมันเลยมาเเล้วระยะเวลาใหม่จะเป็นอย่างไร จะมีกำหนดเมื่อไหร่ และยังจะมีปัญหาในข้อกฎหมายอีก กรธ.จะร่างใหม่หรือจะให้ สนช. ร่างใหม่ ก็จะมาเถียงกันอีก ตรงนี้ส่งผลต่อโรดแมป และมีผลต่อการเลือกตั้งเเน่นอน

ผมเชื่อว่าจะเกิดผลกระทบทางการเมือง ถ้า พ.ร.ป.ได้มาซึ่ง ส.ว.ตก ผมว่าแผ่นดินลุกเป็นไฟ แล้วถ้าตกจริงเดือนกุมภาพันธ์ไม่มีทางได้เลือกตั้งแน่นอน ถ้าให้มองทิศทางการเมืองหลังจากนี้จนถึงการเลือกตั้งจะยุ่งมาก ปกติผมได้ชื่อว่ามองโลกสวย เเต่เวลานี้มองสวยยังไงก็ไม่ออก ยังไงก็เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง อาจจะมีการรัฐประหารซ้ำก็ได้ ส่วนประชาชนก็อาจจะออกมาอีก เป็นเรื่องที่คาดเดายาก พ.ร.ป.ได้มาซึ่ง ส.ว.เป็นเเค่ประเด็นหนึ่ง เพราะเจตนาเขาชี้ให้อยู่ยาวอยู่แล้ว คือเลือกก็แพ้ ไม่เลือกก็ยุ่ง ก็โยนว่าเป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องของกรรมการร่าง เรื่องของ สนช.